จัดหางานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับศูนย์การค้าอยุธยาพาร์ค จัดงาน ไทย-ญี่ปุ่นก้าวไปด้วยกัน โดยการนำบริษัทนายจ้างมากกว่า 80 บริษัท มีต่ำแหน่งกว่า 5,500 อัตรามาเปิดรับสมัครพร้อมสัมภาษณ์ในวันที่ 16 ก.พ.55 บริเวณลานจอดรถด้านหลัง
สอบถามรายละเอียดได้ที่แผนกโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าอยุธยาพาร์ค
โทร. 0-3522-9234-41 ต่อ 110,116 โทรสาร. 0-3521-3830
www.ayutthayapark.com // E-mail : prcenter@ayutthayapark.com
สอบถามรายละเอียดได้ที่แผนกโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ศูนย์การค้าอยุธยาพาร์ค
โทร. 0-3522-9234-41 ต่อ 110,116 โทรสาร. 0-3521-3830
www.ayutthayapark.com // E-mail : prcenter@ayutthayapark.com

ชื่ออาชีพ ช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์ Electrical, Electronic Engineering Technicians
นิยามอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Technicians ได้แก่ ผู้ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือทำงานทางเทคนิคไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการพัฒนา การติดตั้ง และการใช้ระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
รวมถึงการตรวจสอบปรากฏการณ์ทางไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และในโรงงาน ซึ่งเป็นงานที่ต้องการผู้ที่มีความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติขั้นสูงพอที่จะสามารถออกแบบพัฒนา หรือแก้ไขการทำงานผิดปกติของระบบหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาจควบคุมช่างและคนงานอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างติดตั้ง และซ่อมระบบหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์
ลักษณะของงานที่ทำ
ทำงานทางเทคนิคภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ทฤษฎีอิเล็กทรอนิกส์หลัก ของวงจรไฟฟ้า วิธีการทดสอบไฟฟ้า คณิตศาสตร์ทางวิศวกรรม และวิชาการที่เกี่ยวข้องกันมาใช้ผลิต ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบการใช้ และการบำรุงรักษาการพัฒนา การแก้ไขเปลี่ยนแปลง และการซ่อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ
ปฏิบัติงานหลักมูลฐานเช่นเดียวกับช่างเทคนิคไฟฟ้า แต่ชำนาญงานเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม อุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ อาจชำนาญงานโทรคมนาคมระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานอีเล็กทรอนิกส์ สาขาอื่นๆ และอาจมีชื่อเรียกตามงานที่ทำ ซึ่งสามารถจำแนกลักษณะงานได้ ดังนี้
- เป็นนักวิชาการหรือช่างเทคนิคที่ปฏิบัติงานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่งานอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ งานระบบสื่อสารวิทยุ
- บำรุงรักษา และตรวจซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องระบบสื่อสาร
- ควบคุมเครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อสารโทรคมนาคมด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง และเฉพาะงาน
- วิเคราะห์ วางแผน ควบคุม โครงงานทางด้านเครื่องมือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการประเมินผลงาน และการเขียนรายงานได้อย่างเป็นระบบ
- เป็นผู้ประสานงานระหว่างวิศวกร และช่างฝีมือในการสั่งการ การควบคุมการตรวจสอบ และวิเคราะห์ปัญหาในงานอิเล็กทรอนิกส์
- ตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วน หรือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์จากงานการผลิต ก่อนนำบรรจุส่ง ออกตลาด
สภาพการจ้างงาน
ช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือทำงานส่วนตัวและกับหน่วยงานในองค์กรเอกชนอื่นๆ เช่น สถานประกอบการต่างๆ โรงงานผลิตวิทยุ โทรทัศน์ โรงงาน อุตสาหกรรมทั่วไป ที่ต้องใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์สายการบิน การเดินเรือทะเล เป็นต้น ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจะได้รับเงินเดือนในอัตรา ดังนี้
| ประเภทองค์กร | วุฒิการศึกษา | อัตราเงินเดือน |
| ราชการ | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 9,000 - 9,900 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 10,500 - 11,550 | |
| เอกชน | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 8,000- 12,000 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 8,000 - 12,000 |
อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Techniciansในภาคเอกชนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความสามารถ และความชำนาญงาน
นอกจากค่าตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้วอาจได้รับค่าตอบแทนในรูปอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ในการทำงาน เป็นต้น
ผู้ปฏิบัติงานช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Techniciansทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง อาจทำงานล่วงเวลา วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดตามความจำเป็นเร่งด่วน
สภาพการทำงาน
ผู้ปฏิบัติงานช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Techniciansทำงานทั้งใน และนอกสถานที่ทำงานในการตรวจ ซ่อม และบริการระบบควบคุมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในงานอุตสาหกรรมสภาพการทำงานหนักปานกลาง
ต้องใช้ความอดทนต่อสภาพความร้อนเสียง กลิ่น ของสารเคมี ทำความสะอาดอุปกรณ์ และบางโอกาสทำงานตามลำพัง ต้องใช้ความระมัดระวัง และรอบคอบสูงพอสมควร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และบางครั้งต้องทำงานเกินเวลาสำหรับผู้ประกอบช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Technicians ที่ทำงาน ในการวิเคราะห์ วางแผน หรือตรวจสอบคุณภาพ ของผลิตภัณฑ์อาจจะทำงานในห้องทดลอง ซึ่งจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สำหรับการทดลอง หรือทดสอบ ต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบสูงเนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการทดสอบหากไม่ระมัดระวังโอกาสที่จะประสบปัญหาไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าช๊อตเป็นไปได้สูง อาจจะต้องใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
คุณสมบัติของช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ มีดังนี้
- สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
- มีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่องานอาชีพ
- เป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบ คล่องแคล่ว ว่องไว ช่างสังเกต หูรับฟังได้ดี ตาดีไม่บอดสี มือและสมองสามารถทำงานพร้อมกันได้ตลอด เวลา
- มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร สามารถทำงานกลางแจ้ง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบการคิดคำนวณ มีความละเอียดรอบคอบ
- มีความมั่นใจในตนเองสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
- มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบ วินัย
- เป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยดำรงตนอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรม และกฎหมาย มีความเป็นผู้นำ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถเข้าศึกษาต่อ
- ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) สาขาวิชาช่างไฟฟ้าหลักสูตร 3 ปี สำเร็จการศึกษาแล้วสามารถสมัครงานประกอบช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Techniciansหรือเข้าศึกษาต่อ
- ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หลักสูตร 2 ปี ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหรือสาขาวิชาไฟฟ้าในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- สำหรับแรงงานใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปฝึกใน สพร. หรือ ศพจ. 10 เดือน และฝึกในสถานประกอบการอีก 2 เดือนรวมระยะเวลาฝึกทั้งหมด 12 เดือน จึงจะได้รับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรงงาน (วพร.) แนวการฝึกเน้นภาคปฏิบัติ 70% ความรู้ความสามารถที่ผู้รับการฝึกจะได้รับจากการฝึกได้แก่ ไฟฟ้าโรงงาน เครื่องมือทดสอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระบบดิจิตอลและไมโครโปรเซสเซอร์ เครื่องจ่ายไฟ และเครื่องควบคุมระบบควบคุมเรียงลำดับ ความปลอดภัยในการทำงาน และโครงงานอิเล็กทรอนิกส์
โอกาสในการมีงานทำ
พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก้าวไปอย่างรวดเร็ว และผลิตภัณฑ์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป เช่น วิทยุ โทรทัศน์ระบบการสื่อสารเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการประกอบช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Technicians จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนา และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้งาน
จึงนับได้ว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางด้านนี้ จะยังมีตลาดแรงงานรองรับอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมีการหยุดชะงักทางด้านเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ ก็ตามแต่ความจำเป็นในการพัฒนาทางอิเล็กทรอนิกส์คงมีความสำคัญสูงที่จะต้องพัฒนาต่อไป
ช่างเทคนิคอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งประกอบอาชีพอิสระ เช่น รับซ่อมอุปกรณ์หรือระบบไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น รับราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือเป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการทั่วไป เป็นต้น
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ที่รับราชการ หรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจะเลื่อนขั้นเงินเดือน และตำแหน่งตามกฎระเบียบที่วางไว้ส่วนงานเอกชนนั้นเมื่อระยะเวลากทำงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีความสามารถและชำนาญงานก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง งานและเงินเดือนสูงขึ้นตาความสามารถและประสบการณ์นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้พิเศษ โดยรับซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่นโทรทัศน์ วิทยุ
ผู้มีพื้นฐานช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Technicians สามารถฝึกเพิ่มเติมฝีมือในหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือในสถาบันพัฒนาฝีมือ แรงงาน ช่างเทคนิคอิเลกทรอนิกส์-Electrical-Electronic-Engineering-Techniciansเป็นอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการมาก เนื่องจากกระบวนการทำงาน และกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนไปในทางการควบคุมแบบอัตโนมัติซึ่งต้องใช้การควบคุมที่แน่นอน และแม่นยำจึงต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปช่วยในการควบคุม
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
พนักงานขาย ช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อมไฟฟ้า ช่างเครื่องกล ช่างซ่อมวิทยุ ช่างซ่อมโทรทัศน์ หัวหน้าควบคุมการทำงาน ช่างเทคนิค พนักงานควบคุมการทำงานเครื่องจักร ช่างซ่อมเครื่องมือวัดทางอุตสาหกรรม

ชื่ออาชีพ ช่างทันตกรรม Dentist Technician
นิยามอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานช่างทันตกรรม Dentist Technician ได้แก่ผู้ทำผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ รวมถึงการทำงานตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป เกี่ยวกับการทำฟันปลอมด้วยมือหรือเครื่องจักรหรืองานประดิษฐ์ทางทันตกรรม เช่น อุปกรณ์ในการจัดฟัน ดัดฟัน
ลักษณะของงานที่ทำ
รับผิดชอบงานทางด้านการผลิตงานทางทันตกรรมในห้องปฏิบัติการช่าง
ทำงานตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป เกี่ยวกับการทำฟันปลอม ผสมเฟลด์สปาร์ (หินฟันม้า) กับยางไม้ และสิ่งผสมอื่นๆตามสูตร
หล่อฟันปลอมในแบบพิมพ์ทองเหลือง หรือปูนพลาสเตอร์ แล้วทำให้ใสด้วยการอบในเตาอบไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือต้มในน้ำเดือด ใส่เดือย และน้ำประสานลงในช่องฟันแล้ววางลงในเตาบัดกรี
ทดสอบความมั่นคงของเดือยโดยการถ่วงน้ำหนักหลังจากการบัดกรีแล้ว
ตรวจฟันที่ทำเสร็จแล้วเพื่อหารอยร้าว ตำหนิ และสิ่งที่ต้องการตรวจอื่นๆ อาจมีชื่อเรียกตามงานที่ทำ
จัดทำฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดอคริลิก ฟันปลอมบางส่วนถอดได้ชนิดโครงโลหะ ฟันปลอมบางส่วนติดแน่น หรือจัดทำฟันปลอมทั้งปาก
ให้ความช่วยเหลือทันตแพทย์ในด้านทันตกรรมจัดฟัน ด้านใบหน้า และขากรรไกรประดิษฐ์
จัดเตรียมเครื่องมือในการจัดฟัน การจัดฟันโดยการใส่ลวด หรือจัดฟันโดยการใช้ตะขอ พิมพ์ปาก และจำลองแบบของเหงือก และส่วนอื่นๆ ของปาก เพื่อใช้ในการประดิษฐ์ฟันปลอม และใส่ฟันปลอม ใส่เครื่องยึด เพื่อจัดฟันที่มีลักษณะผิดปกติ หรือเกให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
สภาพการจ้างงาน
ช่างทันตกรรมสามารถทำงานในภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลของรัฐทั่วไป สถานให้บริการทางทันตกรรมโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนรับราชการในตำแหน่งช่างทันตกรรม 2 ได้รับเงินเดือนขั้นแรก 10,000 บาท การทำงานในภาคเอกชน เช่น โรงพยาบาลเอกชน สถานประกอบการทางทันตกรรม หากทำงานประจำได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน โดยได้รับเงินเดือนขั้นแรก 12,000 - 15,000 บาท หรือรับงานเป็นชุดๆ ไปทำ ค่าตอบแทนขึ้นอยู่กับขนาด และความยากง่ายของงานที่ได้รับมอบหมาย
ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง อาจจะต้องทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด นอกจากผลตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว ผู้ทำงานกับภาครัฐจะได้รับสวัสดิการตามระเบียบของ ทางราชการ ส่วนผู้ที่ทำงานในภาครัฐวิสาหกิจและเอกชนอาจได้รับผลประโยชน์อย่างอื่นมากกว่าภาคราชการเช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสมเงินช่วยเหลือ สวัสดิการในรูปต่างๆ เงินประกันสังคมเงินโบนัส เป็นต้น สำหรับ ผู้ที่สำเร็จช่างทันตแพทย์ที่มีเงินทุน สามารถประกอบธุรกิจส่วนตัวด้วยการรับทำฟันปลอม หรืออุปกรณ์ในการ ทำจัดฟัน และดัดฟันมีรายได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ และความอุตสาหะ
สภาพการทำงาน
ทำงานในห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ในการประดิษฐ์ฟัน เช่น เตาอบ หม้อต้มน้ำ แบบพิมพ์ เป็นต้น อาจจะทำงานที่บ้านซึ่งมีบริเวณหรือสถานที่ในการปฏิบัติงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
- สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรช่างทันตกรรม
- ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
- มีความประพฤติดี
- มีจิตใจ และร่างกายปกติ
- มีความรู้ในการค้น และการประดิษฐ์
- มีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตน มีคุณธรรมและจริยธรรมทางการแพทย์ ไม่ใช้ความรู้ทาง วิชาการของตนไปหลอกลวงหรือทำลายผู้อื่น
เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ เทียบเท่าตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการสมัครสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนช่างทันตกรรมภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอนหลักสูตร 2 ปี
สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรช่างทันตกรรม ซึ่งนอกเหนือจากหลักสูตรนี้แล้วยังมีหลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ เป็นหลักสูตร 1 ปี สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์รับผิดชอบงานผู้ช่วยข้างเก้าอี้ทันตแพทย์
โอกาสในการมีงานทำ
ผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางช่างทันตแพทย์หากมีความขยันอุตสาหะจะไม่มีการตกงาน เนื่องจาก นอกเหนือจากการเข้าทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาล หรือเอกชนแล้วยังสามารถประกอบอาชีพส่วนตัวด้วยการรับทำสิ่งประดิษฐ์ทางทันตกรรมได้
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบช่างทันตกรรม Dentist Technicianสามารถทำงาน และเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตสาขาช่างทันตกรรมต่อเนื่อง ระยะเวลา 2 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และทำงานใน โรงพยาบาลเอกชนก็ได้ ถ้ารับราชการต่อไปก็จะได้รับการเลื่อนขั้น และเลื่อนตำแหน่งตามระเบียบของทางราชการ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ผู้ชำนาญพิเศษทางทันตกรรม ทันตแพทย์ฝ่ายป้องกัน และสาธารณสุข ช่างเทคนิคการแพทย์ อาจารย์ทางวิชาทันตแพทย์ศาสตร์ ผู้ช่วยทันตแพทย์

ชื่ออาชีพ ช่างเทคนิคเครื่องยนต์ ,ช่างประกอบเครื่องกล Machinery Technician ; Machine Assemblers
นิยามอาชีพ
ลักษณะของงานที่ทำ
ปฏิบัติงานในลักษณะผู้ควบคุมงานโดยทำงานภายใต้การแนะนำ และควบคุมของวิศวกรเครื่องกลรถยนต์
ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ตรวจสอบ และวิเคราะห์ระบบเครื่องยนต์เล็กและใหญ่ ระบบไฟฟ้าในยานยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบช่วงล่างรถยนต์ ระบบการทำงานเครื่องมือ เครื่องจักรที่ ควบคุมด้วยนิวเมติกส์ และไฮดรอลิกส์ (นอกจากนี้มีงานพิเศษเฉพาะอย่าง เช่น ระบบเครื่องยนต์เรือ ระบบเครื่องยนต์ และเครื่องกลการเกษตร และระบบเครื่องจักรกลไอน้ำ)
ควบคุมการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ระบบจุดระเบิด เครื่องกำเนิดไฟฟ้า(ไดนาโม) กระปุกเฟือง พวงมาลัย กระปุกเกียร์ และห้ามล้อ
ตรวจสอบระบบที่ติดตั้ง รวมทั้งระบบส่งถ่ายกำลัง ตรวจสอบข้อต่อต่างๆ
ตรวจสอบเครื่องยนต์ และปรับเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
อาจให้บริการ และซ่อมเครื่องยนต์ และอุปกรณ์เพื่อให้คงอยู่ในสภาพที่ทำงานได้ดี
สภาพการจ้างงาน
ช่างเทคนิคเครื่องยนต์ ที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่ไม่มีประสบการณ์จะได้รับเงินเดือนโดยประมาณดังนี้
| ประเภทองค์กร | วุฒิการศึกษา | อัตราเงินเดือน |
| ราชการ | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 9,000 - 9,900 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 10,500 - 11,550 | |
| เอกชน | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 8,000- 12,000 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 8,000 - 12,000 |
สำหรับงานเอกชนนั้น อัตราเงินเดือนขึ้นอยู่กับความสามารถ ความชำนาญงาน และวุฒิการศึกษาของแต่ละบุคคล นอกเหนือจากเงินเดือนและค่าจ้างประจำแล้ว อาจได้รับผลประโยชน์พิเศษอย่างอื่นในรูปของสวัสดิการต่างๆ เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร โบนัส บำเหน็จ บำนาญ
ผู้ปฏิบัติอาชีพช่างเทคนิคเครื่องยนต์ ช่างประกอบเครื่องกล Machinery Technician Machine Assemblersทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง อาจจะต้องทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด หรือต้องทำงานล่วงเวลา ในกรณีที่ต้องการให้งานติดตั้ง หรือซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ให้ทันการใช้งาน
ช่างเทคนิคเครื่องยนต์ สามารถประกอบอาชีพอิสระ เช่น รับซ่อม และประกอบเครื่องยนต์ หรือ รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ เช่น กรมโยธาธิการ กรมชลประทาน การไฟฟ้า เป็นต้น
สภาพการทำงาน
ผู้ปฏิบัติอาชีพช่างเทคนิคเครื่องยนต์ ช่างประกอบเครื่องกล Machinery Technician Machine Assemblers ทำงานทั้งใน และนอกสถานที่ทำงาน ในการตรวจซ่อม และบริการการดูแล และซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ต่างๆ สภาพการทำงานหนักปานกลาง ต้องใช้ความอดทนต่อสภาพความร้อน เสียง กลิ่นของสารเคมี ทำความสะอาดอุปกรณ์ และบางโอกาสทำงานตามลำพัง ต้องใช้ความระมัดระวัง และรอบคอบสูงพอสมควร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน และบางครั้งต้องทำงานเกินเวลา
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ มีดังนี้
- สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างยนต์
- มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ สามารถทำงานกลางแจ้ง และงานหนักได้
- มีความอดทน ละเอียดรอบคอบ
- ช่างสังเกต จดจำ สามารถวิเคราะห์ และตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงานได้
- มีความรับผิดชอบ และตระหนักถึงความปลอดภัยและป้องกันอุบัติภัย
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบการคิดคำนวณ และงานทดลอง
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ระดับช่างฝีมือต้องสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ จากสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ระดับช่างเทคนิค สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชา ช่างยนต์ จากสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลหรือวิทยาลัยเทคโนโลยี อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
โอกาสในการมีงานทำ
ถึงแม้ว่าภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบปัญหาอยู่ทำให้การลงทุนเพื่อขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมชะงักไป แต่ความต้องการแรงงานทางด้านช่างเทคนิคเครื่องยนต์ยังคงมีอยู่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา จะกลับฟื้นตัว และขยายการลงทุนขึ้นอีก ฉะนั้น งานช่างเทคนิคเครื่องยนต์จะกลับมาเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอีกมากขึ้น ตามอัตราการขยายตัวของสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรม
สำหรับแหล่งจ้างงานช่างเทคนิคเครื่องยนต์โดยทั่วไป ได้แก่ สถานประกอบการอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ เช่น กรมการขนส่งทางบก กรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือประกอบอาชีพอิสระ เช่น รับติดตั้งซ่อมแซมระบบเครื่องยนต์
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพช่างเทคนิคเครื่องยนต์ที่มีประสบการณ์ และความชำนาญจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปจนถึงระดับหัวหน้างาน และสำหรับผู้ที่สนใจที่จะศึกษาต่อ เพื่อปรับวิทยฐานะให้สูงขึ้นเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพต่อไป มีแนวทางในการศึกษาต่อ ดังนี้
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หลักสูตร 2 ปีประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ ในสถานศึกษาสังกัดกรม อาชีวศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ ระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปีสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลใน คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือสาขาวิชาในสถานศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีต่อเนื่อง 3-3 ปีครึ่ง สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือสถานศึกษาสังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือระดับปริญญาตรีต่อเนื่อง2-3 ปี สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการเครื่องมือกล สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม การวัสดุอุตสาหกรรมคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ในสถานศึกษาสังกัดสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือระดับปริญญาตรีต่อเนื่อง 2-3 ปี สาขาวิชาเทคโนโลยี เครื่องกลในวิทยาลัยเทคโนโลยี อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง

ชื่ออาชีพ ช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen
นิยามอาชีพ
ลักษณะของงานที่ทำ
วาง และซ่อมสายไฟฟ้า ติดตั้ง และซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ในบ้านเรือนสถานประกอบกิจการ หรือโรงงาน โดยทำตามกฎข้อกำหนดทางไฟฟ้า สามารถเลือกชนิด และขนาดของสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ศึกษารูปแบบ หรือรายละเอียดอื่นๆ วางแผนการเดินสาย และติดตั้งอุปกรณ์ตามแบบการเดินสายไฟฟ้าเดินสายแบบโชว์ หรือเดินสายร้อยท่อพีวีซี หรือท่อโลหะ การซ่อนแนวเดินสายไฟฟ้าในเพดาน ผนัง ทั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และกำลังการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สวิตซ์ รีเลย์ ปลั๊ก แผงควบคุมการจ่ายไฟ การต่อสายไฟเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ตัด ดัด ทำเกลียว และติดตั้งท่อทอดสายไฟ ชักสายไฟผ่านท่อ หรือวางสายเคเบิลหุ้มฉนวน
ต่อสายไฟเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ให้แสงสว่าง และกำลังไฟฟ้า
ทดสอบหาสิ่งที่ชำรุดเสียหาย แล้วทำการปรับ และซ่อม ใช้เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง เครื่องมือวัดทาง ไฟฟ้า สามารถค้นหาข้อขัดข้อง และแก้ไขสามารถซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว พัดลม เป็นต้น
อาจชำนาญในการเดินสายไฟฟ้าแรงสูง หรือแรงต่ำ
อาจติดตั้งอุปกรณ์โทรศัพท์ ชนิดทำงานด้วยมือ (Manual) หรือชนิดอัตโนมัติ(Automatic)
ตรวจรูปแบบ และแผนภาพการวางสายโทรศัพท์และโทรเลข ติดตั้งแผง หรือตู้สวิตช์โทรศัพท์ เครื่องถ่ายทอดสัญญาณ เครื่องเชื่อมโยงเลขหมายเครื่องรับเครื่องโทรพิมพ์ และอุปกรณ์อื่นๆ ให้อยู่ตามตำแหน่ง
เชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ด้วยการต่อสายไฟฟ้า การบัดกรี และการหนีบรัด
ต่อสายเคเบิลสำหรับรับและส่ง ปรับเครื่องถ่ายทอด และเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อให้มี ประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด
สภาพการจ้างงาน
ผู้ประกอบอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือนที่แตกต่างกันไปตามความรู้ความชำนาญ และสถานประกอบกิจการในอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ ดังนี้
| ประเภทองค์กร | วุฒิการศึกษา | อัตราเงินเดือน |
| ราชการ | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 9,000 - 9,900 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 10,500 - 11,550 | |
| เอกชน | ประโยควิชาชีพ (ปวช.) | 8,000- 12,000 |
| ประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) | 8,000 - 12,000 |
อัตราเงินเดือนของผู้ประกอบอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremenในภาคเอกชนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความสามารถ และความชำนาญงาน นอกจากค่าตอบแทนในรูปเงินเดือนแล้ว อาจได้รับผลประโยชน์พิเศษอย่างอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสมเงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เป็นต้น ค่าแรงงานอาจได้รับตามจุดที่เดินสายหรือติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าก็ได้
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremenทำงานสัปดาห์ละ 40-48 ชั่วโมง อาจจะต้องทำงานวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด หรือต้องทำงานล่วงเวลา ในกรณีที่ต้องการให้งานการติดตั้ง หรือซ่อมแซมแล้วทันการใช้งาน
สภาพการทำงาน
เป็นงานหนักที่ต้องการทักษะฝีมือปานกลางต้องปฏิบัติงานตามกฎของการไฟฟ้า และตามแบบที่กำหนดต้องละเอียดรอบคอบระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของตนเอง และบุคคลอื่น จะยืนทำงานเป็นส่วนใหญ่มีการปีนป่ายบ้างพอสมควร ต้องใช้เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง ในการขุดเจาะผนังปูน หรือคอนกรีตบ้าง ในการทำงานอาจทำงานคนเดียวหรือมีผู้ช่วยร่วมทำงานด้วย 1 หรือ 2 คน ขึ้นไปขึ้นอยู่กับปริมาณงาน และสถานที่ ที่ต้องปฏิบัติงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
ช่างซ่อม และติดตั้งวางสายไฟฟ้าต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส) สาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง
- มีใจรักงานช่าง ด้านไฟฟ้า
- มีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่องานอาชีพ
- มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร สามารถทำงานกลางแจ้ง
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบการคิดคำนวณ มีความละเอียดรอบคอบ
- มีความเป็นผู้นำ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
- มีความมั่นใจในตนเองสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้
คือถ้าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่3 เข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หลักสูตร 3 ปี ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง (งานติดตั้งไฟฟ้า งานเครื่องกลไฟฟ้า งานช่างเทคนิคในอาคารขนาดใหญ่ งานเครื่องมือวัดอุตสาหกรรมและงานเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ) ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาหรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือสาขาวิชาไฟฟ้าในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ทำงานอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen หรือ ศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หลักสูตร 2 ปี ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรมสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง (งานติดตั้งไฟฟ้า งานเครื่องกลไฟฟ้า งานช่างเทคนิคในอาคารขนาดใหญ่ งานเครื่องมือ วัดอุตสาหกรรมและงานเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ) ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล หรือสาขาวิชาไฟฟ้าในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
สำหรับผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สำเร็จการศึกษามัธยม 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และมีใจรักด้านไฟฟ้าเข้ารับการฝึกใน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) หรือ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.)4 เดือน และฝึกในสถานประกอบการอีก 1 เดือนรวมระยะเวลาฝึกทั้งหมด 5 เดือน จึงจะได้รับวุฒิบัตรพัฒนาฝีมือแรง (วพร.) แนวการฝึกเน้นภาคปฏิบัติ 70 % ความรู้ความสามารถที่ผู้รับการฝึกจะได้รับจากการฝึก ได้แก่งานฝึกฝีมือไฟฟ้าเทคโนโลยี การอ่าน และเขียนแบบเดินสายไฟฟ้าในอาคาร เดินสาย และติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง วงจรปลั๊ก แผงสวิตซ์เมน ภายในอาคาร
รวมทั้งการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไปภายในบ้านได้ หรือเข้ารับการอบรมในสถาบันอื่นๆ ที่เปิดสอนในหลักสูตรระยะสั้นสำหรับบุคคลที่สนใจ
โอกาสในการมีงานทำ
ตลาดแรงงานของผู้ประกอบอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen สามารถซ่อม และติดตั้งวางสายไฟฟ้า-โทรศัพท์ที่ทำงานในภาครัฐ และ ภาคเอกชน เช่น ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร เป็นผู้ประมาณราคาและควบคุมงาน สำหรับช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า-โทรศัพท์ที่มี ประสบการณ์ มีความชำนาญ และมีเงินทุน สามารถที่จะเปิดกิจการส่วนตัวโดยรับซ่อมช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้าโทรศัพท์
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้มีพื้นฐานอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen สามารถฝึกเพิ่มเติมฝีมือในหลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือในสถาบันพัฒนา ฝีมือแรงงาน(สพร.) มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศมาก สามารถรับจ้างส่วนตัวได้ง่าย
สำหรับผู้ที่ทำงานแล้วสามารถหาความรู้ และทักษะเพิ่มเติมจากการฝึกยกระดับฝีมืออาจเป็นการฝึกภาคค่ำ หรือตามคำขอของสถานประกอบการระยะเวลาฝึก 50 ชั่วโมงรวมทั้งมีบริการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแบ่งการทดสอบออกเป็น 3 ระดับชั้น
การทดสอบจะเริ่มจากชั้น 1 - 3 ตามลำดับ โดยสมัครทดสอบมาตรฐาน ฝีมือได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.)
ผู้ประกอบอาชีพช่างซ่อมและติดตั้งวางสายไฟฟ้า Electricians and Electrical Wiremen หากมีความขยันและอุตสาหะ ไม่มีโอกาสตกงาน และยิ่งมีความเชี่ยวชาญ และงานฝีมือดี
หากทำงานในภาครัฐหรือภาคเอกชนจะได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง จนถึงระดับหัวหน้างาน หรือหากสนใจศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาช่างไฟฟ้าทั่วไปก็สามารถปรับเลื่อนตำแหน่งตามวุฒิการศึกษาและสามารถเป็นได้ถึงระดับบริหารทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและวิริยะอุตสาหะของแต่ละคน
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างก่อสร้าง ช่างโทรศัพท์ ช่างโทรเลข
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กำลังเปิดรับสมัครขอรับทุนการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการสื่อสาร ผู้ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับทุนการศึกษาสูงสุด 90,000 บาท ตลอด หลักสูตรฯ
รายละเอียดสอบถามได้ที่ คุณธัญชนก แสงสุข 084-4631666, 087-0138575, 02-3202777 ต่อ
1132 และทาง www.mca.nithed.com
ฝ่ายพัฒนาบัณฑิตและนักวิจัยของ สวทช. ทุนการศึกษาฝ่ายพัฒนาบัณฑิตและนักวิจัยของ สวทช.
- โครงการทุนสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย (TGIST) เป็น โครงการทุนการศึกษาวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท – ปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดรับสมัคร 1 ม.ค. – 28 ก.พ. ๒๕๕๕ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/tgist
- โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อการวิจัยและพัฒนา สำหรับภาคอุตสาหกรรม (NUI-RC) เป็นโครงการทุนการศึกษาวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท – ปริญญาเอก ที่มีความร่วมมือกับภาคเอกชน สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดรับสมัคร 1 ม.ค. – 28 ก.พ. ๒๕๕๕ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nstda.or.th/NUI-RC
- โครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยี แห่งโตเกียว (TAIST Tokyo Tech) เปิดรับสมัคร นศ. หลักสูตร
- วิศวกรรมยานยนต์ (Automotive Engineering : AE)
- เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อระบบสมองกลฝังตัว (Information and Communication Technology for Embedded Systems : ICTES)
- วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมขั้นสูงเพื่อความยั่งยืน (Advanced and Sustainable Environmental Engineering : EnvE.) เปิดรับสมัครบัดนี้ถึงวันที่ 29 ก.พ. 2555 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/taist_tokyo_tech/

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาจัดวันนัดพบแรงงานและสาธิตทำอาชีพอิสระ ในโครงการเปิดโลกอาชีพ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 ณ หอประชุมอนุสรณ์ 70 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ติดต่อ:
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
ติดต่อได้ที่: nrrupr@gmail.com
โทร. 0-4400-9009
โดย Thai PR

ข่าวทั่วไป สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- เสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 15:43:25 น.
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า หลังน้ำลดมีแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระ เพราะไม่มั่นใจว่าจะถูกเลิกจ้างหรือไม่ จึงให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำรวจยอดแรงงานที่กลับเข้าทำงานและไม่กลับเข้าทำงาน สถานประกอบการที่ปิดกิจการ และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาชีพใด ซึ่งในส่วนที่เปิดกิจการมีความต้องการแรงงานเท่าใด ประเภทไหน เพื่อนำไปตรวจสอบกับยอดที่ตกงานว่า มีคุณสมบัติตรงกันหรือไม่ เพื่อนำแรงงานกลุ่มนี้กลับสู่ตลาดแรงงาน
ล่าสุด บริษัท ล็อกเลย์ จำกัด(มหาชน) แจ้งความต้องการแรงงานจำนวนมาก ไปทำงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งธนาคารแรงงาน รมว.แรงงาน กล่าวว่า อยู่ระหว่างการรออนุมัติงบประมาณดำเนินการของรัฐบาล คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์นี้

การเขียนประวัติย่อเพื่อการสมัครงาน (Resume) คือ ด่านแรกที่จะทำให้ผู้สมัครงานได้รับการเรียกสัมภาษณ์ หรือนัยหนึ่งคือใบเบิกทางที่สำคัญ นิสิต/นักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาในเดือน มี.ค. นี้ รู้หรือไม่ว่าพวกคุณทุกคนกำลังจะต้องเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งกับสิ่งที่เรียกว่า “Resume” ...
ตั้งต้นจากResume
“สาธินี โมกขะเวส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางานจ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เว็บไซต์สมัครงานออนไลน์ กล่าวว่า Resumeที่ดีคือเรซูเมที่เตะตาต้องใจ ดูดี และเป็นความจริง บางฉบับไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งผู้มีหน้าที่สัมภาษณ์งาน หรือคนที่อ่านเรซูเมเก่งๆ จะรู้ทันทีว่า นี่เป็นอีกอันที่เป็น “ฟอร์แมต” เขียนตามๆ กันมา ทุกสิ่งทุกอย่างเขียนเรียงลำดับเหมือนกันหมด พลอยทำให้ผู้สมัครรายนั้นๆ หมดความน่าสนใจไปด้วย
“คนที่จะได้งานคือคนที่ทำความเข้าใจกับการเขียน เขียนได้สั้นกระชับ และไปให้ถึงจุดสุดท้ายให้เร็วที่สุด” สาธินี กล่าวอีกว่า
การเขียนเรซูเมเป็นเรื่องของจิตวิทยา จุดมุ่งหมายของเรซูเมคือ การเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน คนเขียนต้องรู้ว่าคนอ่านอยากรู้อะไร อ่านแล้วอยากเรียกมาสัมภาษณ์ ถือว่าบรรลุเป้า ส่วนใหญ่มักเขียนกันมาแบบยืดยาว น่าเบื่อ
วิธีเขียนประวัติเพื่อการสมัครงานยุคนี้
อันดับแรกคือ อย่ายาว (ไม่ควรเกิน 12 หน้า) ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากชื่อ นามสกุล ประมาณว่าโสด สูง หน้าตาดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากรู้เป็นอันดับท้ายๆ เรซูเมควรเริ่มต้นจากโพรไฟล์ที่บรรยายความเป็นตัวเอง
1.ประสบการณ์
2.การศึกษา และ
3.ความสามารถ
สิ่งที่เรียกว่าสไตล์
หน้าที่ของเรซูเม คือการเป็นชอร์ตลิสต์หรือข้อความย่อ เพื่อบ่งบอกตัวผู้เขียนให้ได้มากที่สุด การเชื่อมระหว่างเอกสารกับการเป็นตัวตนของคนคนนั้น เรซูเมจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “สไตล์” เพื่อบ่งบอกสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของ สไตล์นี้เองที่จะทำให้ใบสมัครแต่ละใบมีความแตกต่าง ยิ่งโดดเด่นก็ยิ่งได้เปรียบ
คำว่า “โดดเด่น” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า “Unique Selling Point” ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนไม่ได้เรียนเก่งที่สุด หากแต่เรียนรู้เร็ว มีความกระตือรือร้น มีทักษะ และทัศนคติที่ดี ก็ถือเป็นจุดดีที่ “ขาย” ได้ โดยเฉพาะกับองค์กรสมัยใหม่
องค์กรสมัยใหม่ในปัจจุบันต้องการคนที่มีสไตล์ มีบุคลิก มีทัศนคติเชิงบวก ต้องการคนที่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของเขาได้ และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรของเขาได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สมัครต้องทำการบ้าน เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรที่ต้องการสมัครให้มาก องค์กรบางแห่งให้น้ำหนักกับปัจจัยเหล่านี้ ขณะที่คนเก่งแบบวันแมนโชว์กลายเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเก่งเกินไปแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
เรซูเมสมัยใหม่
การเรียกสัมภาษณ์จะพิจารณาจากเกณฑ์อะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานอะไรด้วย เช่น งานเซลส์ แม้จะเขียนแบบเรียงความไม่ได้ดี แต่โดยสายงานอาจมุ่งไปที่การพูดมากกว่าการเขียน อย่างนี้ก็พอไหว ตรงกันข้ามถ้าเป็นงานประเภทเลขานุการ ที่ต้องการความถูกต้อง ละเอียดรัดกุม แต่เรซูเมเขียนมาไม่สวย จัดวางพื้นที่หรือสเปซไม่ดี สะกดผิดๆ ถูกๆ แบบนี้ก็ตกม้าตายตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกัน สมัครงานประเภทไอที แต่เรซูเมฟอร์แมตมาแบบเอ็กเซล ก็ตกม้าตายแต่แรกเหมือนกัน
เรซูเมสมัยใหม่ ควรบอกไลฟ์สไตล์ได้นิดหน่อย ได้แก่ งานอดิเรก เช่น ชอบอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยว ชอบเสิร์ชอินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อบอกความเป็นตัวเรา แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎ “ห้ามพล่าม” อย่าใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย ขอให้สั้น ตรง กระชับ รัดกุมดีที่สุด กรณีเป็นเท็มเพลตสำเร็จรูป หรือการสมัครงานตามจ๊อบออนไลน์ก็ใช้ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดการเขียนแบบความเรียง
“องค์กรส่วนมากจะชอบเรซูเมที่เขียนขึ้นเอง มากกว่าเรซูเมสำเร็จรูปตามออนไลน์ คำแนะนำคือ ให้เขียนทั้ง 2 แบบ” สาธินี กล่าว
ถัดจากขั้นตอนเรซูเมไปก็คือการสัมภาษณ์ แต่ที่ไม่ควรละเลยคือตอนรับโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์ หลายคนถูกปฏิเสธเพราะตอบรับโทรศัพท์ไม่ดี
ตัวอย่างแย่ๆ มีตั้งแต่น้ำเสียงที่ไม่ประทับใจ เคี้ยวขนมไปพูดไป ถือว่าไม่สุภาพ พูดช้าไป พูดเร็วไป พูดอ่า...ฮะๆ ตลอดเวลา หรือบางคนก็มารยาทไม่ดีมากๆ เมื่อได้รับแจ้งว่าส่งใบสมัครงานมาใช่ไหม ตอบว่า “ใช่ แล้วไงคะ” หรือบางคนก็แสดงความไม่ใส่ใจ “ดูก่อนนะคะ” ถือเป็นวิธีการต่อรองเรื่องวันเวลาที่ทำให้ตัวเองเสียคะแนนมากๆ
“เมื่อได้รับโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์งาน ให้ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเอาใจใส่ กระตือรือร้น พูดจาชัดเจน แอ็กทีฟ” สาธินี กล่าว
ผ่านด่านนี้ไปก็ถึงขั้นสัมภาษณ์งาน สูตรมาตรฐานคือ ไปให้ตรงเวลา แต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะผู้หญิงต้องเรียบร้อย นั่งแล้วชายกระโปรงต้องคลุมเข่า รองเท้าหุ้มส้นและปลายเท้า พูดจาด้วยภาษาและบุคลิกเสียงที่ดี กิริยามารยาทดี มองหน้าคนสัมภาษณ์ และสำคัญมากคือต้องไม่ลืมปิดโทรศัพท์มือถือเด็ดขาด!
ฤดูกาลหางานของนิสิต/นักศึกษาจบใหม่กำลังจะเริ่มต้น ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนโชคดี
การเรียกสัมภาษณ์จะพิจารณาจากเกณฑ์อะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานอะไรด้วย เช่น งานเซลส์ แม้จะเขียนแบบเรียงความไม่ได้ดี แต่โดยสายงานอาจมุ่งไปที่การพูดมากกว่าการเขียน อย่างนี้ก็พอไหว ตรงกันข้ามถ้าเป็นงานประเภทเลขานุการ ที่ต้องการความถูกต้อง ละเอียดรัดกุม แต่เรซูเมเขียนมาไม่สวย จัดวางพื้นที่หรือสเปซไม่ดี สะกดผิดๆ ถูกๆ แบบนี้ก็ตกม้าตายตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกัน สมัครงานประเภทไอที แต่เรซูเมฟอร์แมตมาแบบเอ็กเซล ก็ตกม้าตายแต่แรกเหมือนกัน
หลายคนรู้จัก เรซูเม่ (Resume) แต่ไม่รู้ว่าเรซูเม่(Resume)ที่ดีเป็นแบบไหน เขียนกันยังไง เรซูเม่(Resume)เป็นเหมือนประเบิกทางที่จะทำให้บริษัทรู้จักกับเราและผนงานของเราในเวลาอันสั้นและรวดเร็ว ก็เช่นเดียวกับการเขียนจดหมายสมัครงานที่เราต้องเขียนสั้นกระชับได้ใจความ เราจะเขียนอย่างไรเรซูเม่(Resume)ถึงจะออกมาดีก็ง่ายมากครับ ดูตัวเรซูเม่(Resume)ของท่านอืนเยอะแล้วปรับใช้กับของเรานะครับ แต่อย่าลืมว่าสั้นกระชับได้ใจความและครอบคุม ดูกันเลยว่าเรซูเม่(Resume)ที่ดีเป็นยังไง
เรซูเม่ที่ดี เป็นอย่างไร
Resume เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้คุณได้งานทำได้ ไม่ว่าจะเลิศเลอสักแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ Resume เรซูเม่ที่ดี จะช่วยดึงดูดความสนใจจากนายจ้างได้ เพราะจุดประสงค์ของ Resume ก็คือการทำให้ "ผลงานของคุณ" กับ "คุณสมบัติที่ว่าที่นายจ้างต้องการ" ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพราะถ้านายจ้างได้อ่านแล้ว เกิดชอบใจขึ้นมา ก็จะติดต่อนัดหมายคุณเพื่อสัมภาษณ์งาน
Resume ก็เหมือน "แผ่นพับ" แผ่นเล็กที่จะช่วยโปรโมทคุณ ดังนั้นคุณต้อง "แสดง" ให้ว่าที่นายจ้างของคุณ เห็นว่าคุณมีผลงานยอดเยี่ยมแค่ไหน และมีประสบการณ์อะไรบ้าง กลยุทธ์ที่คุณควรนำมาใช้คือการเน้นการบรรยายประสบการณ์และทักษะ ที่คาดว่านายจ้างกำลังมองหาอยู่พอดี
Resume ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงทักษะ ในการสื่อสารและการจัดระบบของตัวคุณเอง Resume ที่ดี จะเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างของคุณ รู้ว่าคุณจะเป็นลูกจ้าง ที่มีค่ามากแค่ไหน ในทำนองเดียวกัน Resume ที่ทำอย่างลวกๆ สุกเอาเผากินจะทำให้คุณหลุดออกจาก "ลู่วิ่ง" ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ Resume และการเขียน Resume ซึ่งบางครั้งก็อาจจะขัดแย้งกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น
ข้อผิดพลาดในการเขียนเรซูเม่ที่ควรหลีกเลี่ยง
เรซูเม่ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้าง เวลาที่คุณสมัครงานแล้วไม่มีใครติดต่อกลับมา นั่นอาจเป็นเพราะเรซูเม่ของคุณยังไม่น่าประทับใจมากพอ ซึ่งอาจเกิดได้จากข้อผิดพลาดต่างๆ ดังนั้นจึงควรสำรวจตัวเองว่าการเขียนเรซูเม่ของคุณมีข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้หรือไม่
1. เขียนหรือสะกดคำผิด
ในการเขียนเรซูเม่นั้น ไม่ควรปล่อยให้มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนผิดไวยากรณ์หรือการสะกดคำผิด เพราะเมื่อนายจ้างอ่านไปเจอคำผิด เขาจะสรุปว่าคุณ “เขียนไม่เป็น” หรือไม่คุณก็เป็นคนที่ “ไม่เอาใจใส่ใจๆ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสมัครงานคุณมีเวลาเต็มที่ในการสร้างสรรค์เรซูเม่ให้สมบูรณ์แบบและน่าสนใจที่สุด เพราะคุณไม่ได้กำลังนั่งทำข้อสอบที่จำกัดเวลาในการทำ เรซูเม่ของคุณจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้าง ดังนั้นคุณจำเป็นต้องตรวจทานอย่างรอบคอบก่อนจะส่งเรซูเม่ออกไป
2. ขาดความเฉพาะเจาะจง
นายจ้างต้องการทราบว่า คุณจะสามารถทำอะไรให้องค์กรได้บ้าง ดังนั้นในการแนะนำตัวของคุณ ต้องระบุประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อองค์กรด้วย การระบุรายละเอียดลงไปให้ชัดเจน แสดงว่าคุณเข้าใจในงานที่คุณสมัคร ซึ่งจะทำให้คุณมีความโดดเด่นแตกต่างจากคนที่เขียนแบบกลางๆ เช่น
นาย ก. ระบุว่าเคยทำงานกับลูกจ้างในภัตตาคาร
ส่วนนาย ข. ระบุว่าเคยทำหน้าที่สรรหา ว่าจ้าง ฝึกอบรม และดูแลลูกจ้างกว่า 20 คน ในภัตตาคารที่ทำรายได้กว่า 20 ล้านบาทต่อปี
จากตัวอย่างข้างต้น เรซูเม่ของนาย ก. หรือนาย ข. ที่จะจับความสนใจของนายจ้างได้ดีกว่ากัน
3. เขียนครั้งเดียวแต่ส่งไปทุกที่
เมื่อไรก็ตามที่คุณเขียนเรซูเม่แบบเขียนครั้งเดียวแล้วส่งไปทุกที่ เมื่อนั้นรู้ได้เลยว่าเรซูเม่ของคุณจะต้องลงไปนอนกองในถังขยะรวมกับเรซูเม่อีกจำนวนมากที่เขียนแบบเดียวกับคุณ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เรซูเม่ที่เขียนครั้งเดียวจะเหมาะกับทุกองค์กร นายจ้างต้องการเรซูเม่ที่ผู้เขียนตั้งใจที่จะสมัครงานกับองค์กรของเขาอย่างแท้จริง ซึ่งคุณต้องทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งดังกล่าวอย่างไร และเพราะอะไร
4. เขียนยาวหรือสั้นเกินไป
โดยทั่วไปแล้วความยาวของเรซูเม่ไม่ควรเกิน 2 หน้า แต่ถ้าคุณเพิ่งเรียนจบ ประวัติของคุณอาจจะไม่ยาวนัก และสามารถอยู่ได้ภายใน 1 หน้า ก็ไม่ต้องพยายามทำให้ได้ 2 หน้า หรือหากคุณมีประสบการณ์มากมาย ก็ไม่จำเป็นต้องตัดส่วนที่สำคัญออกเพื่อให้เรซูเม่ของคุณอยู่ได้ภายใน 1 หน้าตามมาตรฐานแต่อย่างใด
5. ตั้งเป้าหมายเพื่อตัวเอง
บ่อยครั้งที่นายจ้างอ่านวัตถุประสงค์ในการสมัครงานแล้วพบข้อความ เช่น คุณต้องการงานที่ท้าทายและมีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งนายจ้างจะรู้สึกว่าคุณไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำให้องค์กรของเขาก้าวหน้า แต่คุณต้องการเพียงให้ตัวคุณมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะดีกว่าถ้าคุณระบุเป้าหมายให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งขององค์กรและของตัวคุณเอง เช่น คุณต้องการงานที่ท้าทายสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่จะทำให้คุณได้ใช้ทักษะและประสบการณ์ในการระดมทุนให้แก่องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร
6. ไม่ใช้กริยาที่บอกการกระทำ
หลายต่อหลายคนชอบเขียนเป็นวลี เช่น responsible for แทนที่จะใช้ คำกริยาที่บอกการกระทำ เช่น ตอบคำถามให้แก่นักศึกษาจำนวน 4,000 คน ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมผู้ช่วยเหลือทางด้านไอทีของมหาวิทยาลัย
7. ตัดข้อมูลสำคัญออกไป
บางคนอาจคิดว่า กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำขณะที่คุณกำลังเรียนอยู่นั้นไม่สลักสำคัญอะไรจึงตัดออกไป แต่จริงๆ แล้วข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อนายจ้างมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก เพราะทักษะบางอย่างที่คุณได้จากประสบการณ์เหล่านั้นเช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา จะทำให้นายจ้างรู้ว่า คุณเคยเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นมาบ้างแล้ว
8. หน้าตาไม่น่าอ่าน
ถ้าเรซูเม่ของคุณมีแต่ข้อความแน่นเต็มไปหมด ดูแล้วตาลาย อ่านแล้วปวดหัว ก็จะไม่มีใครอยากอ่าน ดังนั้นก่อนจะส่งออกไป ควรเอาไปให้พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูงลองอ่านดูก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถูกทิ้งไป เพราะหน้าตาไม่น่าอ่าน
9. พิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ผิด
เรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าพลาด เพราะหมายเลขโทรศัพท์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์กรที่คุณสมัครงานไปสามารถติดต่อกลับมาหาคุณได้ ถึงแม้คุณจะมีความสามารถ และมีประสบการณ์มากมายเพียงใด หากไม่มีใครสามารถติดต่อคุณได้ คุณก็ไม่มีวันได้งานทำ ดังนั้นควรให้เวลากับการตรวจทานเพิ่มอีกนิด ...ช้าแต่ชัวร์จะดีกว่า...
เพื่อให้เรซูเม่ของคุณสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจที่สุด พึงระวังข้อผิดพลาดที่กล่าวมานี้ จะได้ไม่เสียโอกาสในการได้งานดีๆ ที่คุณใฝ่ฝัน
ตั้งต้นจากResume
“สาธินี โมกขะเวส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางานจ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เว็บไซต์สมัครงานออนไลน์ กล่าวว่า Resumeที่ดีคือเรซูเมที่เตะตาต้องใจ ดูดี และเป็นความจริง บางฉบับไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งผู้มีหน้าที่สัมภาษณ์งาน หรือคนที่อ่านเรซูเมเก่งๆ จะรู้ทันทีว่า นี่เป็นอีกอันที่เป็น “ฟอร์แมต” เขียนตามๆ กันมา ทุกสิ่งทุกอย่างเขียนเรียงลำดับเหมือนกันหมด พลอยทำให้ผู้สมัครรายนั้นๆ หมดความน่าสนใจไปด้วย
“คนที่จะได้งานคือคนที่ทำความเข้าใจกับการเขียน เขียนได้สั้นกระชับ และไปให้ถึงจุดสุดท้ายให้เร็วที่สุด” สาธินี กล่าวอีกว่า
การเขียนเรซูเมเป็นเรื่องของจิตวิทยา จุดมุ่งหมายของเรซูเมคือ การเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน คนเขียนต้องรู้ว่าคนอ่านอยากรู้อะไร อ่านแล้วอยากเรียกมาสัมภาษณ์ ถือว่าบรรลุเป้า ส่วนใหญ่มักเขียนกันมาแบบยืดยาว น่าเบื่อ
วิธีเขียนประวัติเพื่อการสมัครงานยุคนี้
อันดับแรกคือ อย่ายาว (ไม่ควรเกิน 12 หน้า) ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากชื่อ นามสกุล ประมาณว่าโสด สูง หน้าตาดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากรู้เป็นอันดับท้ายๆ เรซูเมควรเริ่มต้นจากโพรไฟล์ที่บรรยายความเป็นตัวเอง
1.ประสบการณ์
2.การศึกษา และ
3.ความสามารถ
สิ่งที่เรียกว่าสไตล์
หน้าที่ของเรซูเม คือการเป็นชอร์ตลิสต์หรือข้อความย่อ เพื่อบ่งบอกตัวผู้เขียนให้ได้มากที่สุด การเชื่อมระหว่างเอกสารกับการเป็นตัวตนของคนคนนั้น เรซูเมจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “สไตล์” เพื่อบ่งบอกสไตล์ของผู้เป็นเจ้าของ สไตล์นี้เองที่จะทำให้ใบสมัครแต่ละใบมีความแตกต่าง ยิ่งโดดเด่นก็ยิ่งได้เปรียบ
คำว่า “โดดเด่น” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า “Unique Selling Point” ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนไม่ได้เรียนเก่งที่สุด หากแต่เรียนรู้เร็ว มีความกระตือรือร้น มีทักษะ และทัศนคติที่ดี ก็ถือเป็นจุดดีที่ “ขาย” ได้ โดยเฉพาะกับองค์กรสมัยใหม่
องค์กรสมัยใหม่ในปัจจุบันต้องการคนที่มีสไตล์ มีบุคลิก มีทัศนคติเชิงบวก ต้องการคนที่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของเขาได้ และเติบโตไปพร้อมกับองค์กรของเขาได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สมัครต้องทำการบ้าน เรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรที่ต้องการสมัครให้มาก องค์กรบางแห่งให้น้ำหนักกับปัจจัยเหล่านี้ ขณะที่คนเก่งแบบวันแมนโชว์กลายเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะเก่งเกินไปแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
เรซูเมสมัยใหม่
การเรียกสัมภาษณ์จะพิจารณาจากเกณฑ์อะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานอะไรด้วย เช่น งานเซลส์ แม้จะเขียนแบบเรียงความไม่ได้ดี แต่โดยสายงานอาจมุ่งไปที่การพูดมากกว่าการเขียน อย่างนี้ก็พอไหว ตรงกันข้ามถ้าเป็นงานประเภทเลขานุการ ที่ต้องการความถูกต้อง ละเอียดรัดกุม แต่เรซูเมเขียนมาไม่สวย จัดวางพื้นที่หรือสเปซไม่ดี สะกดผิดๆ ถูกๆ แบบนี้ก็ตกม้าตายตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกัน สมัครงานประเภทไอที แต่เรซูเมฟอร์แมตมาแบบเอ็กเซล ก็ตกม้าตายแต่แรกเหมือนกัน
เรซูเมสมัยใหม่ ควรบอกไลฟ์สไตล์ได้นิดหน่อย ได้แก่ งานอดิเรก เช่น ชอบอ่านหนังสือ ชอบท่องเที่ยว ชอบเสิร์ชอินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อบอกความเป็นตัวเรา แต่ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎ “ห้ามพล่าม” อย่าใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย ขอให้สั้น ตรง กระชับ รัดกุมดีที่สุด กรณีเป็นเท็มเพลตสำเร็จรูป หรือการสมัครงานตามจ๊อบออนไลน์ก็ใช้ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดการเขียนแบบความเรียง
“องค์กรส่วนมากจะชอบเรซูเมที่เขียนขึ้นเอง มากกว่าเรซูเมสำเร็จรูปตามออนไลน์ คำแนะนำคือ ให้เขียนทั้ง 2 แบบ” สาธินี กล่าว
ถัดจากขั้นตอนเรซูเมไปก็คือการสัมภาษณ์ แต่ที่ไม่ควรละเลยคือตอนรับโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์ หลายคนถูกปฏิเสธเพราะตอบรับโทรศัพท์ไม่ดี
ตัวอย่างแย่ๆ มีตั้งแต่น้ำเสียงที่ไม่ประทับใจ เคี้ยวขนมไปพูดไป ถือว่าไม่สุภาพ พูดช้าไป พูดเร็วไป พูดอ่า...ฮะๆ ตลอดเวลา หรือบางคนก็มารยาทไม่ดีมากๆ เมื่อได้รับแจ้งว่าส่งใบสมัครงานมาใช่ไหม ตอบว่า “ใช่ แล้วไงคะ” หรือบางคนก็แสดงความไม่ใส่ใจ “ดูก่อนนะคะ” ถือเป็นวิธีการต่อรองเรื่องวันเวลาที่ทำให้ตัวเองเสียคะแนนมากๆ
“เมื่อได้รับโทรศัพท์เรียกสัมภาษณ์งาน ให้ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเอาใจใส่ กระตือรือร้น พูดจาชัดเจน แอ็กทีฟ” สาธินี กล่าว
ผ่านด่านนี้ไปก็ถึงขั้นสัมภาษณ์งาน สูตรมาตรฐานคือ ไปให้ตรงเวลา แต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะผู้หญิงต้องเรียบร้อย นั่งแล้วชายกระโปรงต้องคลุมเข่า รองเท้าหุ้มส้นและปลายเท้า พูดจาด้วยภาษาและบุคลิกเสียงที่ดี กิริยามารยาทดี มองหน้าคนสัมภาษณ์ และสำคัญมากคือต้องไม่ลืมปิดโทรศัพท์มือถือเด็ดขาด!
ฤดูกาลหางานของนิสิต/นักศึกษาจบใหม่กำลังจะเริ่มต้น ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนโชคดี
การเรียกสัมภาษณ์จะพิจารณาจากเกณฑ์อะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานอะไรด้วย เช่น งานเซลส์ แม้จะเขียนแบบเรียงความไม่ได้ดี แต่โดยสายงานอาจมุ่งไปที่การพูดมากกว่าการเขียน อย่างนี้ก็พอไหว ตรงกันข้ามถ้าเป็นงานประเภทเลขานุการ ที่ต้องการความถูกต้อง ละเอียดรัดกุม แต่เรซูเมเขียนมาไม่สวย จัดวางพื้นที่หรือสเปซไม่ดี สะกดผิดๆ ถูกๆ แบบนี้ก็ตกม้าตายตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกัน สมัครงานประเภทไอที แต่เรซูเมฟอร์แมตมาแบบเอ็กเซล ก็ตกม้าตายแต่แรกเหมือนกัน
หลายคนรู้จัก เรซูเม่ (Resume) แต่ไม่รู้ว่าเรซูเม่(Resume)ที่ดีเป็นแบบไหน เขียนกันยังไง เรซูเม่(Resume)เป็นเหมือนประเบิกทางที่จะทำให้บริษัทรู้จักกับเราและผนงานของเราในเวลาอันสั้นและรวดเร็ว ก็เช่นเดียวกับการเขียนจดหมายสมัครงานที่เราต้องเขียนสั้นกระชับได้ใจความ เราจะเขียนอย่างไรเรซูเม่(Resume)ถึงจะออกมาดีก็ง่ายมากครับ ดูตัวเรซูเม่(Resume)ของท่านอืนเยอะแล้วปรับใช้กับของเรานะครับ แต่อย่าลืมว่าสั้นกระชับได้ใจความและครอบคุม ดูกันเลยว่าเรซูเม่(Resume)ที่ดีเป็นยังไง
เรซูเม่ที่ดี เป็นอย่างไร
Resume เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้คุณได้งานทำได้ ไม่ว่าจะเลิศเลอสักแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ Resume เรซูเม่ที่ดี จะช่วยดึงดูดความสนใจจากนายจ้างได้ เพราะจุดประสงค์ของ Resume ก็คือการทำให้ "ผลงานของคุณ" กับ "คุณสมบัติที่ว่าที่นายจ้างต้องการ" ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพราะถ้านายจ้างได้อ่านแล้ว เกิดชอบใจขึ้นมา ก็จะติดต่อนัดหมายคุณเพื่อสัมภาษณ์งาน
Resume ก็เหมือน "แผ่นพับ" แผ่นเล็กที่จะช่วยโปรโมทคุณ ดังนั้นคุณต้อง "แสดง" ให้ว่าที่นายจ้างของคุณ เห็นว่าคุณมีผลงานยอดเยี่ยมแค่ไหน และมีประสบการณ์อะไรบ้าง กลยุทธ์ที่คุณควรนำมาใช้คือการเน้นการบรรยายประสบการณ์และทักษะ ที่คาดว่านายจ้างกำลังมองหาอยู่พอดี
Resume ยังเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงทักษะ ในการสื่อสารและการจัดระบบของตัวคุณเอง Resume ที่ดี จะเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างของคุณ รู้ว่าคุณจะเป็นลูกจ้าง ที่มีค่ามากแค่ไหน ในทำนองเดียวกัน Resume ที่ทำอย่างลวกๆ สุกเอาเผากินจะทำให้คุณหลุดออกจาก "ลู่วิ่ง" ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ Resume และการเขียน Resume ซึ่งบางครั้งก็อาจจะขัดแย้งกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น
ข้อผิดพลาดในการเขียนเรซูเม่ที่ควรหลีกเลี่ยง
เรซูเม่ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้าง เวลาที่คุณสมัครงานแล้วไม่มีใครติดต่อกลับมา นั่นอาจเป็นเพราะเรซูเม่ของคุณยังไม่น่าประทับใจมากพอ ซึ่งอาจเกิดได้จากข้อผิดพลาดต่างๆ ดังนั้นจึงควรสำรวจตัวเองว่าการเขียนเรซูเม่ของคุณมีข้อผิดพลาดดังต่อไปนี้หรือไม่
1. เขียนหรือสะกดคำผิด
ในการเขียนเรซูเม่นั้น ไม่ควรปล่อยให้มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนผิดไวยากรณ์หรือการสะกดคำผิด เพราะเมื่อนายจ้างอ่านไปเจอคำผิด เขาจะสรุปว่าคุณ “เขียนไม่เป็น” หรือไม่คุณก็เป็นคนที่ “ไม่เอาใจใส่ใจๆ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสมัครงานคุณมีเวลาเต็มที่ในการสร้างสรรค์เรซูเม่ให้สมบูรณ์แบบและน่าสนใจที่สุด เพราะคุณไม่ได้กำลังนั่งทำข้อสอบที่จำกัดเวลาในการทำ เรซูเม่ของคุณจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความประทับใจให้แก่นายจ้าง ดังนั้นคุณจำเป็นต้องตรวจทานอย่างรอบคอบก่อนจะส่งเรซูเม่ออกไป
2. ขาดความเฉพาะเจาะจง
นายจ้างต้องการทราบว่า คุณจะสามารถทำอะไรให้องค์กรได้บ้าง ดังนั้นในการแนะนำตัวของคุณ ต้องระบุประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อองค์กรด้วย การระบุรายละเอียดลงไปให้ชัดเจน แสดงว่าคุณเข้าใจในงานที่คุณสมัคร ซึ่งจะทำให้คุณมีความโดดเด่นแตกต่างจากคนที่เขียนแบบกลางๆ เช่น
นาย ก. ระบุว่าเคยทำงานกับลูกจ้างในภัตตาคาร
ส่วนนาย ข. ระบุว่าเคยทำหน้าที่สรรหา ว่าจ้าง ฝึกอบรม และดูแลลูกจ้างกว่า 20 คน ในภัตตาคารที่ทำรายได้กว่า 20 ล้านบาทต่อปี
จากตัวอย่างข้างต้น เรซูเม่ของนาย ก. หรือนาย ข. ที่จะจับความสนใจของนายจ้างได้ดีกว่ากัน
3. เขียนครั้งเดียวแต่ส่งไปทุกที่
เมื่อไรก็ตามที่คุณเขียนเรซูเม่แบบเขียนครั้งเดียวแล้วส่งไปทุกที่ เมื่อนั้นรู้ได้เลยว่าเรซูเม่ของคุณจะต้องลงไปนอนกองในถังขยะรวมกับเรซูเม่อีกจำนวนมากที่เขียนแบบเดียวกับคุณ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เรซูเม่ที่เขียนครั้งเดียวจะเหมาะกับทุกองค์กร นายจ้างต้องการเรซูเม่ที่ผู้เขียนตั้งใจที่จะสมัครงานกับองค์กรของเขาอย่างแท้จริง ซึ่งคุณต้องทำให้นายจ้างเห็นว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งดังกล่าวอย่างไร และเพราะอะไร
4. เขียนยาวหรือสั้นเกินไป
โดยทั่วไปแล้วความยาวของเรซูเม่ไม่ควรเกิน 2 หน้า แต่ถ้าคุณเพิ่งเรียนจบ ประวัติของคุณอาจจะไม่ยาวนัก และสามารถอยู่ได้ภายใน 1 หน้า ก็ไม่ต้องพยายามทำให้ได้ 2 หน้า หรือหากคุณมีประสบการณ์มากมาย ก็ไม่จำเป็นต้องตัดส่วนที่สำคัญออกเพื่อให้เรซูเม่ของคุณอยู่ได้ภายใน 1 หน้าตามมาตรฐานแต่อย่างใด
5. ตั้งเป้าหมายเพื่อตัวเอง
บ่อยครั้งที่นายจ้างอ่านวัตถุประสงค์ในการสมัครงานแล้วพบข้อความ เช่น คุณต้องการงานที่ท้าทายและมีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งนายจ้างจะรู้สึกว่าคุณไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำให้องค์กรของเขาก้าวหน้า แต่คุณต้องการเพียงให้ตัวคุณมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะดีกว่าถ้าคุณระบุเป้าหมายให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งขององค์กรและของตัวคุณเอง เช่น คุณต้องการงานที่ท้าทายสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่จะทำให้คุณได้ใช้ทักษะและประสบการณ์ในการระดมทุนให้แก่องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร
6. ไม่ใช้กริยาที่บอกการกระทำ
หลายต่อหลายคนชอบเขียนเป็นวลี เช่น responsible for แทนที่จะใช้ คำกริยาที่บอกการกระทำ เช่น ตอบคำถามให้แก่นักศึกษาจำนวน 4,000 คน ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมผู้ช่วยเหลือทางด้านไอทีของมหาวิทยาลัย
7. ตัดข้อมูลสำคัญออกไป
บางคนอาจคิดว่า กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำขณะที่คุณกำลังเรียนอยู่นั้นไม่สลักสำคัญอะไรจึงตัดออกไป แต่จริงๆ แล้วข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อนายจ้างมากกว่าที่คุณคิดเสียอีก เพราะทักษะบางอย่างที่คุณได้จากประสบการณ์เหล่านั้นเช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา จะทำให้นายจ้างรู้ว่า คุณเคยเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นมาบ้างแล้ว
8. หน้าตาไม่น่าอ่าน
ถ้าเรซูเม่ของคุณมีแต่ข้อความแน่นเต็มไปหมด ดูแล้วตาลาย อ่านแล้วปวดหัว ก็จะไม่มีใครอยากอ่าน ดังนั้นก่อนจะส่งออกไป ควรเอาไปให้พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูงลองอ่านดูก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถูกทิ้งไป เพราะหน้าตาไม่น่าอ่าน
9. พิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ผิด
เรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าพลาด เพราะหมายเลขโทรศัพท์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้องค์กรที่คุณสมัครงานไปสามารถติดต่อกลับมาหาคุณได้ ถึงแม้คุณจะมีความสามารถ และมีประสบการณ์มากมายเพียงใด หากไม่มีใครสามารถติดต่อคุณได้ คุณก็ไม่มีวันได้งานทำ ดังนั้นควรให้เวลากับการตรวจทานเพิ่มอีกนิด ...ช้าแต่ชัวร์จะดีกว่า...
เพื่อให้เรซูเม่ของคุณสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจที่สุด พึงระวังข้อผิดพลาดที่กล่าวมานี้ จะได้ไม่เสียโอกาสในการได้งานดีๆ ที่คุณใฝ่ฝัน

การสมัครงานเหมือนกับการไปเสนอขายสินค้าซึ่งจำเป็นจะต้องเตรียมตัวให้ดี และการเตรียมตัวก่อนสมัครงานเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนจบ การศึกษา ซึ่งในแต่ละปี แต่ละสถาบันจะมีผู้จบการศึกษาทั่วประเทศ รวมกันแล้วประมาณแสน ๆ คน และรวมกับผู้ที่ตกค้างจากปีก่อน ๆ ที่ยังไม่ได้งานหรือผู้ที่เปลี่ยนงานใหม่ยังมีอีกมาก และความเชื่อที่ว่าเรียนเก่งหรือเรียนดีแล้วจะหางานง่ายนั้นอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป
ซึ่งในยุคปัจจุบันการรับคนเข้าทำงานในทุกวันนี้จะพิจารณา หลายๆสิ่ง ประกอบด้วย เช่น บุคลิกภาพ ความคล่องตัว ความอดทน ความเป็นคนมีปฏิภาณ ไหวพริบ ความเหมาะสมของผู้สมัคร เป็นต้น การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในการหางาน ทำหรือสมัครงาน จึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดี และควรทำ เข้าทำนองที่ว่า "เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง"
ซึ่งการไปหางานหรือการไปสมัครงานเปรียบ เสมือนกับคุณเป็นพนักงานขายสินค้าแต่สินค้านั้นเป็นตัวคุณเอง จึงจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมในการสมัครงาน โดยจะต้องมีเทคนิค วิธีการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ซื้อ สินค้า (นายจ้าง) พร้อมที่อยากจะได้สินค้า (ตัวคุณ) เอาไว้ ถ้าคุณทำได้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในการหางานทำมีมาก
ดังนั้นถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์ว่า "ตกงาน" ก่อนหางานทำ ควรเตรียมความพร้อมดังนี้
1. ค้นพบตัวเองให้ชัดเจน
2. ติดตามข่าวสาร
3. การมองหาแหล่งงาน
4. การเขียนเอกสารประวัติย่อ เช่น Resume, จดหมายสมัครงาน, การเขียนใบสมัคร
5. การสัมภาษณ์
ซึ่งเมื่อคุณทราบในประเด็นหัวข้อใหญ่ๆ แล้วเรามาดูในแต่ละหัวข้อมีวิธีการเทคนิคอย่างไรบ้าง
ซึ่งในยุคปัจจุบันการรับคนเข้าทำงานในทุกวันนี้จะพิจารณา หลายๆสิ่ง ประกอบด้วย เช่น บุคลิกภาพ ความคล่องตัว ความอดทน ความเป็นคนมีปฏิภาณ ไหวพริบ ความเหมาะสมของผู้สมัคร เป็นต้น การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในการหางาน ทำหรือสมัครงาน จึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดี และควรทำ เข้าทำนองที่ว่า "เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง"
ซึ่งการไปหางานหรือการไปสมัครงานเปรียบ เสมือนกับคุณเป็นพนักงานขายสินค้าแต่สินค้านั้นเป็นตัวคุณเอง จึงจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมในการสมัครงาน โดยจะต้องมีเทคนิค วิธีการต่างๆ ที่ทำให้ผู้ซื้อ สินค้า (นายจ้าง) พร้อมที่อยากจะได้สินค้า (ตัวคุณ) เอาไว้ ถ้าคุณทำได้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จในการหางานทำมีมาก
ดังนั้นถ้าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์ว่า "ตกงาน" ก่อนหางานทำ ควรเตรียมความพร้อมดังนี้
1. ค้นพบตัวเองให้ชัดเจน
2. ติดตามข่าวสาร
3. การมองหาแหล่งงาน
4. การเขียนเอกสารประวัติย่อ เช่น Resume, จดหมายสมัครงาน, การเขียนใบสมัคร
5. การสัมภาษณ์
ซึ่งเมื่อคุณทราบในประเด็นหัวข้อใหญ่ๆ แล้วเรามาดูในแต่ละหัวข้อมีวิธีการเทคนิคอย่างไรบ้าง
1. ค้นพบตัวเองให้ชัดเจน (รู้จักตัวเอง)
แต่การที่จะขายของอะไรได้นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้คุณภาพสินค้าเสียก่อน (รู้จักตัวเราเอง) เราจึงจะขายให้ใครเขา ได้ ถ้าเราไม่รู้แม้กระทั่งสินค้านั้นมี คุณภาพอย่างไร มีจุดเด่นอะไร อยู่ตรงไหน ใช้แล้วได้ประโยชน์อะไร ใครเขาจะมาซื้อ (นายจ้าง)
ดังนั้น การสมัครงานก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่รู้แม้กระทั่งว่าในตัวคุณมีจุดเด่น ความรู้ ความสามารถ ฯลฯ หรือพูดง่าย ๆ ว่าคุณเก่งทางด้านไหน และคุณจะไป โน้มน้าว ให้คนอื่นเขามาชื่นชม และต้องการคุณได้อย่างไร

ขั้นตอนแห่งค้นพบตัวเอง
1. การค้นหาทักษะ (Skills)
เป็นความสามารถที่ต้องมีและเป็นรากฐานในการทำงานทุกชนิด ไม่มีงานชนิดไหนที่ไม่ต้องใช้ทักษะ โดยทักษะ จะแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ
(1) ทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ทักษะในการขับรถ พูดภาษาต่างประเทศ
(2) ทักษะที่ติดตัวที่ติดตัวเรามาและสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เช่น การวาดรูป ร้องเพลง
(3) ทักษะที่ได้จากสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน เช่น ทักษะการเข้ากลุ่มเพื่อน ทักษะการเป็นผู้นำ
ซึ่งในงานแต่ละชนิดเมื่อจำแนกหน้าที่ของงานออกแล้วจะต้องประกอบด้วย กิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งแต่ละ กิจกรรมก็จะประกอบไปด้วยทักษะมากมาย เช่น อาชีพครู มีกิจกรรมทางด้านการสอน บริหาร ค้นคว้า ทักษะมีทั้งการพูด การออกคำสั่ง การฟัง การแสดงออก และการเขียน เป็นต้น
2. การสำรวจจุดเด่นของตนเอง
จุดเด่นของคุณมีผลต่อการหางานมากพอๆ กับทักษะ จุดเด่นนี้เป็นลักษณะทางบุคลิกภาพที่ทุกคนมี งานทุกชนิดต้องการคนที่มีบุคลิกบางอย่างที่เด่น เป็นเฉพาะ เช่น งานประชาสัมพันธ์ คุณควรมีบุคลิกภาพที่เขากับคนง่าย รู้จักจัดการเกี่ยวกับคน หรือพนักงานบัญชี คุณก็ควรมีบุคลิกภาพที่ละเอียดรอบคอบ เป็นต้น
3. สำรวจความสัมฤทธิ์ผลทั่วไป
ความสัมฤทธิ์ผลนี้คือ เป็นความรู้สึกประทับใจความสำเร็จไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม โดยให้นึกถึงสิ่งที่คุณทำแล้วสำเร็จ และประทับใจเหล่า นั้นมาสัก 4 - 5 เรื่อง และเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นผลสัมฤทธิ์ของคุณ และนำมาเขียนเป็นผลสรุปของคุณเก็บไว้เป็นข้อมูลไว้เป็นองค์ประกอบในการสมัครงาน ด้านหนึ่ง
4. สำรวจความชอบ / ไม่ชอบ
เป็นขั้นตอนของการลองกลับไปคิดทบทวนใหม่อีกครั้งถึงประสบการณ์สมัยอยู่โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย หรือช่วงชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่เกิดขึ้นใน ช่วงเหล่า นั้น ที่คุณชอบและไม่ชอบใจบ้างไหม เช่น คุณอาจจะจำครูที่ดุอย่างขาดเหตุผล คุณแม่ที่เคร่งครัดและเจ้าระเบียบ เพื่อนที่เจ้าอารมณ์ ขอให้จำบุคลิก ลักษณะ ของบุคคลที่คุณไม่ชอบนี้ไว้ด้วย คุณจะได้รู้ว่าบุคคลประเภทใดที่คุณอยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข
5. สำรวจขีดจำกัด
คนเราทุกคนไม่มีความสมบูรณ์ดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทุกคนต้องมีข้อบกพร่อง ซึ่งมันอาจเป็นจุดอ่อนที่ยังแฝงอยู่ในบุคลิกภาพของคุณในปัจจุบัน จุดอ่อนที่จะ เป็นตัวขัดขวางทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยคุณจะต้องพยายามทำความรู้จักกับทุกส่วนของบุคลิกคุณอย่างแท้จริง และนำมา เป็น จุดแก้ไข ปรับปรุง หรือเป็นข้อควรระวัง เพื่อคุณจะไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ เช่น คุณอาจเป็นคนที่มีความคิดอ่านที่ดีสมัยอยู่โรงเรียนมัธยม แต่ คุณมักไม่กล้า แสดงตัวหรือแสดงความคิดเห็นให้ ปรากฏ ทำให้คนอื่นรับหน้าที่แทนคุณไป แสดงว่าคุณมีจุดอ่อน คือ ขาดความกล้า หรือไม่มีลักษณะเป็นผู้นำ คุณก็นำข้อ นี้ไปปรับปรุงและพัฒนา หรือถ้าไม่ไหวจะเป็นผู้นำก็ต้องหางานในตำแหน่งที่ไม่ ต้องแสดงความเป็นผู้นำ ดังกล่าว
6. สำรวจค่านิยม
ค่านิยม คือสิ่งที่เรายึดถือว่า ดี งาม สมควรปฏิบัติ เช่น ค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ ความมั่นคง ความปลอดภัย ความเสียสละ ซึ่งถ้าคุณคิดเพียงว่าแต่ขอ ให้ได้งาน โดยไม่ตระหนักถึงค่านิยมของตัวเองและธรรมชาติของงาน การทำงานนั้นก็จะไม่ได้รับความสุขกับการทำงาน และทำให้ต้องเข้า ๆ ออก ๆ หางาน ใหม่อยู่ ตลอดเวลา ดังนั้น การรู้จักค่านิยมของตัวเองจึงเป็นหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่งในการทำงานเพื่อความสุขของชีวิต
7. สำรวจความสัมพันธ์ที่มีต่อบุคคลอื่น
การทำงานทุกชนิดต้องสัมพันธ์กับคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งงาน ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องเข้าใจคือ เราต้องอยู่กับคนไปตลอดชีวิต การ เข้าใจความสัมพันธ์ที่มีต่อกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการอยู่ร่วมกัน และทำงานด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
8. สำรวจสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่นี้ก็คือ สถานที่ตั้งของหน่วยงาน เช่น ใกล้ - ไกล การคมนาคม ต่างจังหวัด หรือกรุงเทพฯ สภาพมลภาวะต่างๆ ลักษณะงาน ซึ่งคุณจะต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับความต้องการให้เข้ากับสิ่งที่คุณได้ตามสมควร
9. ความต้องการเกี่ยวกับเงินเดือน
ไม่ว่าตัวผู้สมัครงานจะมีประสบการณ์หรือไม่มีประสบการณ์ก็ตาม การเรียกร้องเงินเดือนเท่าใดนั้น คุณควรจะต้องไปทำการค้นคว้าว่าโดยทั่ว ๆ ไป บุคคลที่จบการศึกษาระดับเดียวกันกับคุณหรือผู้ที่ทางบริษัทที่รับเข้ามาในตำแหน่งที่คล้ายกับที่คุณสมัครนั้นเขาได้รับเงินเดือนประมาณเท่าใด ซึ่งส่วนใหญ่ ถ้าเป็นงานราชการเงินเดือนจะต้องเป็นไปตามวุฒิที่ทางการกำหนด ไม่มีการต่อรอง แต่ถ้าเป็นบริษัทเอกชนหรือ
รัฐวิสาหกิจอาจมีอัตราการจ่ายเงินที่ต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาด ความมั่นคงของบริษัท และระบบการบริหารของบริษัท
2. การติดตามข่าวสาร
ทำให้เมื่อวันเวลาผ่านไปโอกาสในการ สมัครงานแล้วได้รับการคัดเลือกไปสัมภาษณ์ย่อมน้อยลงด้วย เนื่องจากในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่จากสถานศึกษา ที่ผลิตออกมาอย่างไม่ขาดสาย ด้วยเหตุนี้ คุณจึงต้องขวนขวายที่จะหาข้อมูลข่าวสารการรับสมัครงานให้มากที่สุด
เมื่อคุณได้ข่าวสารการรับสมัครงานและคุณสมบัติครบถ้วนที่จะสมัครได้ รวมทั้งคุณพอใจที่จะ ทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ คุณก็ควรจะสมัครให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรีรอทั้ง ๆ ที่คุณ มีความพร้อมในเรื่องเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการสมัครงานตามที่ระบุไว้ ตรงกันข้ามกลับ เป็นผล ดีกับตัวคุณเสียอีก เพราะองค์กรที่รับ สมัครงานจะเห็นความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น และความต้องการ ทำงานของคุณอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้รับ สมัครพึงพอใจที่คุณให้ความสนใจกับองค์กรนั้นมากกว่าผู้สมัคร รายอื่น ๆ ที่รอจนเกือบ หมดเขตรับสมัครแล้ว จึงค่อยไปสมัคร นอกจากนั้น การส่งใบสมัคร ไปตั้งแต่เนิ่น ๆ
ทำให้คุณมีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นในกรณีที่คุณส่งใบสมัครไปทางไปรษณีย์แล้วเกิดความล่าช้าก็อาจเป็นไปได้ว่า ใบสมัครงานหรือจดหมาย สมัครงาน ของคุณไปถึงที่หมายภายหลังหมดเขครับสมัครงาน โอกาสที่คุณจะได้งานก็จะลดลงตามไปด้วย
คุณทราบหรือไม่ว่ามีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการสมัครงานแนะนำว่า คนเราถ้าทำงานออฟฟิศเราจะ ต้อง ใช้ เวลาทำงานอยู่ในออฟฟิศถึงวันละ 7 - 8 ชั่วโมง
เพราะฉะนั้นคุณก็ควรจะสมัครงานด้วยจดหมาย สมัครงาน หรือกรอกแบบฟอร์มการสมัครงานและส่งใบสมัครงานให้ได้อย่างน้อยชั่วโมงละ 1 ราย หรือวัน ละ 7 - 8 ราย ในตำแหน่งงานที่คุณมีคุณสมบัติ ครบถ้วน และมั่นใจว่าคุณพอใจจะทำงานในตำแหน่งนั้นๆ ถ้าคุณได้รับการคัดเลือก
ถ้าทำแบบนี้ได้ โอกาสที่จะได้งานของคุณย่อมมีสูงกว่าคนที่สมัครงานนาน ๆ ครั้งหนึ่ง แล้วก็คอยอยู่เฉยๆ จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีหวังเสียแล้ว จึงค่อยลุกขึ้น แสวงหาข่าวสารรับสมัครงาน แล้วก็เริ่มหาหลักฐานใหม่
ส่งใบสมัครหรือจดหมายสมัครงานไปอีกครั้งแล้วก็รอคอยการเรียกไปสัมภาษณ์ คุณจะต้องไม่ลืมว่า คู่แข่งของ คุณมีมากขึ้นทุกวัน แม้แต่วันเดียวก็เถอะถ้าคิดเป็นชั่วโมงอีกล่ะ และอย่าลืมว่าคู่แข่งขันของคุณจำนวนมากมีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนที่คุณมีตาม เอกสารหลักฐานด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้นในระหว่างที่กำลังหางานทำ คุณจึงควรมีเอกสารที่ใช้สำหรับการสมัครงานไว้ให้พร้อมและทำสำเนาเอาไว้หลายชุดจะได้ไม่ต้องเสีย เวลาหา หลักฐาน ถ้าใครขยันแสวงหาแหล่งรับสมัครงานได้มากกว่าคนอื่น ๆ เอาแค่ขยันสมัครงานได้วันละ 4 - 5 แห่งเท่านั้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ในการ หางานของคุณก็มีมากยิ่งขึ้น

3. มองหาแหล่งงาน
1. สื่อสิ่งพิมพ์
สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ เป็นสื่อที่คนต้องการหางานทำมักจะมองหาเป็นอันดับแรกโดยสื่อดังกล่าวอาจจะมาในรูปของนิตยสาร รายสัปดาห์ที่ลงข่าวสารเกี่ยวกับการรับสมัครงานโดยเฉพาะ เช่น นิตยสารงานวันนี้ Smart Job หางานหาง่าย หรือมาในรูปของหนังสือพิมพ์ที่ลงโฆษณา รับสมัครงานโดยเฉพาะ เช่น หนังสือพิมพ์แหล่งงาน งานทั่วไทย นอกจากนี้ยังมีในรูปแบบของ Section Classified ที่แทรกอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน เช่น โลกวันนี้ The Nation Bangkok Post เป็นต้น โดยสื่อเหล่านี้จะมีข่าวสารเกี่ยวกับการ เปิดรับสมัครงานใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนอกจากโฆษณา รับสมัครงานแล้ว ยังมีบทความต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวข้องกับการสมัครงานที่น่าสนใจอีกด้วย เรียกว่าถ้าคุณต้อง การหางานล่ะก็ สื่อสิ่งพิมพ์มีประโยชน์ต่อ คุณมากทีเดียว
2. สื่ออินเตอร์เน็ต
ในโลกยุคปัจจุบัน สื่ออินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการหางาน โดยผู้สมัครงานสามารถเข้าไปค้นหาตำแหน่งงานที่ ต้องการได้ จากเว็บไซต์หางานต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย นอกจากจะได้ปริมาณตำแหน่งงานที่มากแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้ยังให้ประโยชน์ในเรื่องอื่น ๆ อีก เช่น มีบทความเกี่ยว กับเทคนิคการ สมัครงาน มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเขียนใบสมัคร และ Resume แถมยังส่งใบสมัครและ Resume ไปให้กับองค์กรทางอีเมล์ได้ทันทีอีก ด้วย นับว่าเป็นวิธีการที่สะดวกและได้ผลดีไม่แพ้วิธีกา รอื่นเลย แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างว่าในประเทศไทยนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตยังไม่ใช่สื่อหลักที่ใช้กันอย่างแพร ่หลาย การสมัครงานทางเว็บไซต์นั้นจึงมีข้อจำกัดที่ว่าข้อมูลของคุณอาจไปไม่ถึง ผู้รับสมัคร เพราะว่าบางบริษัทแม้ว่าจะลงรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต แต่อาจ จะไม่ได้นำข้อมูลของผู้ที่สมัครงานทางอินเตอร์เน็ตมาพิจารณา หรือบางครั้งก็มีความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ใบสมัคร ของคุณไม่สามารถส่งไปถึงผู้รับ ปลายทางได้ แต่อย่างไรก็ดี สื่ออินเตอร์เน็ตก็ถือเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างมากในยุคปัจจุบัน เราจึงได้รวบรวมเว็บไซด์เหล่านั้นไว้ให้คุณเพื่อเป็นอีกช่องทาง ในการสมัครงานของคุณ
เว็บไซต์เหล่านี้อาจมีข้อแตกต่างกันบ้างในเนื้อหาสาระ แต่โดยภาพรวมแล้วทุกเว็บไซต์ล้วนแต่มี จุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ตำแหน่งงานให้กับผู้ที่สนใจสมัครงาน และโดยมากจะสอดแทรกสาระน่ารู้เกี่ยวกับการสมัครงานเอาไว้ด้วย และบางเว็บไวด์ก็สามารถส่งใบสมัครและประวัติ ย่อตรงไปยังบริษัทที่เปิดรับสมัครงานได้เลย ซึ่งนับว่าเป็นสื่อที่สร้างความสะดวกให้กับชีวิตในยุคที่มีความ รีบเร่งอย่างในปัจจุบันได้เป็นอย่างมาก
3. ติดต่อผ่านทางสำนักงานจัดหางาน ซึ่งมีวิธีการสมัครงานทั้ง 2 แบบ คือ
- แบบตั้งรับอยู่ที่สำนักงาน โดยมีตำแหน่งงานว่างไว้ให้ดู หรือลงทะเบียนไว้ พร้อมทั้งมี นายจ้างมาขอคัดรายชื่อ และเรียกตัวสัมภาษณ์ในภายหลัง
- แบบเชิงรุกนอกสถานที่ โดยมีการจัด "วันนัดพบแรงงาน" ซึ่งข้อดีของการจัดวันนัดพบ แรงงาน คือ คุณสามารถยื่นใบสมัครได้กับนายจ้าง โดย ตรงและมีการสัมภาษณ์พูดคุย ศึกษาบุคลิกภาพและความสามารถของคุณ ทำให้คุณสามารถแสดงคุณสมบัติของคุณได้เต็มที่ ทำให้คุณมีโอกาสได้งานที่เร็ว กว่าวิธีอื่นๆ
ซึ่งคุณสามารถใช้บริการของกรมการจัดหางานได้ทั่วประเทศ โดยในกรุงเทพฯ มีที่ส่วนกลาง E-Job Center และ 10 เขตพื้นที่บริการให้กับคุณ ส่วนต่างจังหวัดติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ
4. หน่วยจัดหางานของมหาวิทยาลัย
แทบทุกมหาวิทยาลัย จะมีหน่วยงานจัดหางานที่สังกัดอยู่ในกองกิจการนิสิต นักศึกษา ซึ่งหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางหาแหล่งงานให้นิสิต นักศึกษาทั้ง ในระหว่างฤดูร้อน และเมื่อสำเร็จการศึกษา
5. สำนักงาน ก.พ. สำหรับคุณซึ่งมุ่งเข็มมาว่าจะเป็นข้าราชการ
6. ถามจากญาติสนิทมิตรสหาย
คุณต้องประกาศให้พี่น้องญาติมิตรเพื่อนฝูงทุกคนรู้ให้ทั่วไปว่า "คุณกำลังต้องการงาน" และถ้าเขารู้ว่าที่ไหนกำลังเปิดรับสมัคร เขาก็จะได้แจ้งใน คุณทราบโดยด่วน
7. WALK IN
WALK IN คือ การเข้าไปสมัครงานในองค์การที่คุณสนใจโดยตรง โดยไม่สนใจว่าองค์กรนั้นจะเปิดรับพนักงานหรือไม่ วิธีการนี้อาจเป็นทาง เลือกที่ใช้ได้ในบางโอกาส ในกรณีที่คุณมีความต้องการทำงานในองค์กรนั้นจริง ๆ เพราะว่าองค์กรนั้นมีชื่อเสียง มีความมั่นคง สวัสดิการดี หรือคุณเป็นคน ที่มีโอกาสเลือกงานได้มากกว่าคนอื่น เพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ก็มีข้อเสียที่ว่าใบสมัครของคุณอาจจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าองค์กรนั้น ๆ มีนโยบายที่ จะไม่รับคนในตำแหน่งที่คุณสมัครเป็นเวลานาน แต่ก็มีข้อดีคือ ถ้าคุณได้รับคัดเลือกให้มาสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์งาน แล้วคุณผ่านการพิจารณา คุณก็จะได้ ทำงานในตำแหน่งและองค์กรที่คุณต้องการจริง ๆ แต่การ WALK IN นี้ในความเป็นจริงอาจเป็นทางเลือกที่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก

สรุป ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมในการหางานอย่างมีประสิทธิภาพ
1. การวิเคราะห์เกี่ยวกับตนเอง
1.1 ย้อนไปดูทักษะตัวเราเองและเรื่องอื่น ๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และนำมาดูว่าคุณสมบัติต่าง ๆ นั้น คุณสามารถใช้ได้มากในงานชนิดใดบ้าง
1.2 เมื่อเลือกอาชีพได้ตรงทักษะและคุณสมบัติของคุณแล้วต้องมาดูว่า
- คุณอยากทำงานกับหน่วยงานใด (รัฐบาล/เอกชน/รัฐวิสาหกิจ) ขนาดอะไร (ใหญ่ กลาง เล็ก)
- สถาบันตั้งใหม่หรือดำเนินกิจการมานานแล้ว
- มีความก้าวหน้า (เร็ว/ช้า)
- สถานที่ตั้ง (ในเมือง/ต่างจังหวัด)
2. การวิเคราะห์หน่วยงานที่คุณสนใจ
สิ่งที่คุณควรรู้เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับบริษัทเหล่านั้นก่อนการก้าวไปสู่ขั้นตอนสมัครงานคือ
- ความมั่นคงของบริษัท
- สวัสดิการและรายได้
- สิ่งแวดล้อมในการทำงาน
- บรรยากาศของการทำงาน
- ค่านิยมและเป้าหมายในการทำงาน
- ความก้าวหน้า
ซึ่งคุณจะเห็นแล้วว่า การศึกษาเกี่ยวกับบริษัทที่คุณสนใจสมัครเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการได้งานของคุณ เป็นขบวนการที่คุณจะต้องค้นคว้าสืบหา ข้อมูลให้ได้มากที่สุด ไม่แพ้การวิเคราะห์ตนเองเลย ก่อนที่คุณจะตกลงใจสมัครงาน
ชื่ออาชีพ ผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk (Dispatching and receiving); Shipping Officer
นิยามอาชีพ
ผู้ควบคุม หรือทำงาน หรือร่วมทำงานนำเข้าและส่งออกสินค้า และบันทึกรายการนำเข้า หรือส่งออกสินค้า
ลักษณะของงานที่ทำ
ตรวจดูรายการสินค้าที่จะนำเข้าหรือส่งออกต่างประเทศ ศึกษาวิธีการขนส่ง ค่าส่ง และตัดสินใจใช้วิธีการที่ดีที่สุดในการขนส่ง จัดเตรียมสินค้าที่จะส่งออกเป็นพวกๆ และตรวจดูให้แน่ใจว่าได้ จ่าหน้านามผู้รับ และที่อยู่ไว้ถูกต้อง และพร้อมที่จะส่งแล้วบันทึกการส่ง
และดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง ความปลอดภัยของสินค้า หรือวัตถุดิบที่นำออกมา การประกันภัย การควบคุมเงินตราต่างประเทศ ดำเนินการออกของซึ่งนำเข้าที่กรมศุลกากรพิกัดอัตราภาษีศุลกากร การคำนวณภาษีขาเข้า การเก็บภาษี การคืนเงินภาษีอากร การเลือกเส้นทางขนส่ง และการส่งมอบสินค้าให้ผู้รับ
ตรวจสินค้าที่ได้รับไว้กับใบสำคัญแสดงหลักฐานการจ่ายสินค้า และเอกสารอื่น ๆ บันทึกสินค้าชำรุดหรือการขาดจำนวนของสินค้า ทำการมอบสินค้าให้แก่ผู้รับมอบ อาจห่อสินค้าเพื่อเตรียมส่ง อาจควบคุมการทำงานของ ผู้ช่วยผู้ปฏิบัติงานนี้ อาจปฏิบัติงานเป็นกิจการส่วนตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานประกอบกิจการ
สภาพการจ้างงาน
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officer ได้รับค่าตอบแทนการทำงานทั้งที่เป็นเงินเดือนประจำ ค่าล่วงเวลา โบนัส สวัสดิการ และค่าตอบแทนการทำงานตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขการจ้างไว้ หรืออาจได้รับค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะราย หรือเฉพาะงานตามแต่จะตกลงกัน
ผู้ปฏิบัติงานนี้จึงได้รับค่าตอบแทนไม่แน่นอน โดยมีรายได้เป็นเงินเดือนขั้นต่ำประมาณ 6,500 บาทต่อเดือน และรายได้พิเศษจากการออกของวันละประมาณ 100 บาท
กำหนดเวลาทำงานและชั่วโมงทำงานไม่แน่นอน เพราะเป็นการปฏิบัติงานให้สำเร็จเป็นเฉพาะราย หรือเฉพาะงาน แต่จะต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว เพราะมีเงื่อนไขเวลาในการออกของหรือส่งออก
สภาพการทำงาน
เนื่องจากระบบการทำงานนำเข้าหรือส่งออก หรือตัวแทนออกของ หรือ ชิปปิ้งเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่เกี่ยวกับการขนส่ง (Logistics) และฝ่ายจัดหาและซื้อสินค้าจากต่างประเทศ (Foreign Procurement and Overseas Purchasing)
การทำงานหน้าที่นี้จึงต้องติดต่อประสานงานทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วยหลายฝ่าย คือหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กร ธนาคาร หน่วยงานของรัฐบาลคือ กรมศุลกากร (Royal Custom Department) และองค์กรต่างประเทศ ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ที่จัดส่งหรือนำเข้าสินค้า ณ. บริเวณท่าอากาศยาน ท่าเรือ หรือที่ทำการไปรษณีย์แล้วนำไปส่งยังคลังสินค้าในกรณีที่มีการออกสินค้าที่นำเข้า
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. ผู้ปฏิบัติงานทางด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. ถึงปริญญาตรีและจะต้องมีประกาศนียบัตรแสดงการอบรมหลักสูตร"ตัวแทนออกของ" จากสำนักฝึกอบรมการนำเข้าส่งออกของสถาบันที่ได้รับการรับรองโดยกรมศุลกากร
2. มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เนื่องจากเอกสารหลักฐานส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และต้องมีความรู้ด้านการนำเข้าและส่งออก
3. มีบัตรผ่านพิธีการศุลกากร หรือบัตรตัวแทนออกของจากกรมศุลกากร
4. มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์มีไหวพริบ และปฏิภาณดีในการแก้ไขปัญหา
5. มีมนุษย์สัมพันธ์ มีความรับผิดชอบทั้งต่อองค์กร และลูกค้า มีคุณลักษณะในการทำงานเป็นทีมสูง
6. มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายระเบียบข้อบังคับทางศุลกากร วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเอกสารการค้าธุรกิจระหว่างประเทศ
7. มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์พอที่จะใช้ในการปฏิบัติงานได้
ผู้ที่จะประกอบอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officer ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ :
ต้องเข้ารับการอบรมกับสถาบันหรือองค์กรที่ทางกรมศุลกากร ยอมรับในการอบรมวิชาชีพชิปปิ้ง และจะต้องขอมีบัตรผ่านพิธีศุลกากรซึ่งดำเนินการได้โดยการนำบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ทะเบียนบ้าน ทะเบียนการค้า (ถ้ามี) ปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตรผ่านการอบรมหลักสูตร "ตัวแทนออกของ" หนังสือรับรองให้เป็น ผู้ถือบัตรผ่านพิธีการศุลกากรของบริษัท ห้างร้าน รูปถ่ายหน้าตรง1นิ้ว จำนวน 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน โดยถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมดอย่างละ 1 ชุด ขอออกบัตรได้ที่กรมศุลกากร
โอกาสในการมีงานทำ
แนวโน้มของอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officerจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากนโยบายการเปิดการค้าเสรีระดับโลกของประเทศไทยในปี 2542 ตลอดจนนโยบายสนับสนุนการส่งสินค้าออกไปตลาดใหม่ อันเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย ผ่อนปรนเงื่อนไขบริการ ด้านสินเชื่อ และชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้ส่งออก
ตลอดจนการลดหย่อนด้านภาษี จึงทำให้บริษัททำธุรกิจขยายธุรกิจเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านตัวแทนออกของหรือ ชิปปิ้งจึงเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นของบริษัทระดับประเทศ และระดับนานาชาติอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officerอาจมีชื่อตำแหน่งเรียกแตกต่างกันไป เช่น เจ้าหน้าที่ เอ็กซปอร์ต - อิมปอร์ต เป็นต้น
อย่างไรก็ดีนอกจากบริษัทที่นำสินค้าเข้า และส่งสินค้าออกของประเทศไทยแล้ว ยังมีบริษัทในระดับนานาชาติที่รับบริการนำของเข้า และส่งออกโดยเฉพาะ ซึ่งต้องการพนักงานทำหน้าที่นี้เช่นกัน
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officer มีโอกาสก้าวหน้าเป็นหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการ หรือจัดตั้งสถานประกอบกิจการของตนเอง เมื่อมีความชำนาญงาน หรือพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีความสามารถในงานนี้
เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพ และศักยภาพการทำงานในปัจจุบัน องค์กรเอกชน บริษัท และกรมศุลกากรได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพิธีศุลกากรในการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานในระดับนานาชาติในส่วนของการปฏิบัติงานหน้าที่ในองค์กร
บุคลากรที่มีความรู้ด้านการใช้คอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษอย่างดีจะมีโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานมากกว่าผู้ไม่มีความสามารถในเรื่องดังกล่าวและสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปสู่ลำดับขั้นความรับผิดชอบระดับบริหารในบริษัท หรือทำงานในองค์กรระดับนานาชาติที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก อันเป็นโอกาสอันดีของผู้ที่ทำงานนี้และต้องการทำงานในต่างประเทศ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพผู้นำของเข้าหรือส่งออก ตัวแทนออกของ ชิปปิ้ง Clerk Dispatching and receiving Shipping Officer อาจเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเป็นผู้จัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศหรือจัดส่ง สินค้าออกไปต่างประเทศ พนักงานคลังสินค้า พนักงานประเมินราคา ตัวแทนการนำเข้าและ ส่งออกสินค้า
รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน |
||||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัย |
คณะหรือประเภทวิชาที่เปิดสอน |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาเขตศรีราชา |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคพิเศษ) วิทยาเขตศรีราชา |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยขอนแก่น |
วิทยาเขตหนองคาย สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะการจัดการและการท่องเที่ยว สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยมหาสารคาม |
คณะการบัญชีและการจัดการ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี |
คณะบริหารศาสตร์ สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ |
คณะบริหารธุรกิจ วิชาเอกการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี |
คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี |
คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร |
คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ(หลักสูตรภาษาอังกฤษ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ (ธุรกิจระหว่างประเทศ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา |
วิทยาลัยนานาชาติ(English Program)สาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ วิทยาเขตศรีราชา |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (ภาคพิเศษ) วิทยาเขตศรีราชา |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ |
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ |
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์ (โครงการสมทบพิเศษ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี |
สํานักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมเกษตรและอาหาร วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมเครื่องกลวิศวกรรมเซรามิก วิศวกรรมโทรคมนาคม วิศวกรรมพอลิเมอร? วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมยานยนต? วิศวกรรมโลหก |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาวิทยาการเดินเรือ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (รูปแบบที่ 1) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (รูปแบบที่ 2) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี (รูปแบบที่ 1) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี (รูปแบบที่ 2) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการค้าระหว่างประเทศและการจัดการโลจิสติกส์ (รูปแบบที่ 1) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการค้าระหว่างประเทศและการจัดการโลจิสติกส์ (รูปแบบที่ 2) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และการค้าชายแดน (วิทยาเขตจันทบุรี) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยบูรพา |
คณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และการค้าชายแดน(วิทยาเขตสระแก้ว) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยศิลปากร |
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาวิศวกรรมการจัดการและโลจิสติกส์ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
คณะวิทยาการจัดการ หาดใหญ่ บริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก |
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการระบบขนส่ง (วิทยาเขตบางพระ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก |
คณะเทคโนโลยีสังคม สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการระบบขนส่ง (วิทยาเขตจันทบุรี) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก |
คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการระบบขนส่ง (วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก |
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการระบบขนส่ง (วิทยาเขตอุเทนถวาย) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (พื้นฐานวิทยาศาสตร์) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (พื้นฐานศิลปศาสตร์) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ (วิชาเอกโลจิสติกส์) |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และปฏิบัติการ |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม |
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกศ? |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน |
|||||||||||||||||||||
| มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา |
วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ |
|||||||||||||||||||||

ชื่ออาชีพ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล Personnel Manager ; ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและแรงงานสัมพันธ์ Employee Relations Manager ; ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล Human Resources Manager
นิยามอาชีพ
ลักษณะของงานที่ทำ
ทรัพยากรบุคคล คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กร ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้บริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาทั้งด้านหน้าที่การงาน และด้านธุรกิจกับพนักงานในองค์กร ชักจูงใจให้พนักงานร่วมเป็นหุ้นส่วน และร่วมมือกับองค์กรในการดำเนินงานให้บรรลุนโยบาย และเป้าหมายขององค์กรให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับงานขององค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงาน รวมทั้ง ค่าตอบแทนการทำงานและผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยใช้กระบวนการบริหารงานบุคคลซึ่งมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้
- สรรหาและจัดจ้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมากเข้ามาทำงาน โดยวิธีประกาศโฆษณาตำแหน่งว่างรับสมัคร และทำการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติดีที่สุด เพื่อการจ้างงานโดยตรงหรือจัดส่งให้ เจ้าหน้าที่ ผู้อื่นต่อไป
- พัฒนา ประเมินผล และปรับปรุงคุณภาพของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ในเรื่องนโยบาย และเป้าหมายขององค์กร ตลอดจนหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงาน
- กำหนดค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงและจัดสรรผลประโยชน์โดยอ้อมให้กับบุคลากรอย่างได้มาตรฐาน เช่น การให้สิทธิ์ในการถือหุ้น
- สร้างแรงจูงใจให้พนักงานมีจิตสำนึกของการเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรเพื่อให้พนักงานอุทิศเวลา และความสามารถในการทำงานให้กับองค์กร อย่างเต็มที่
- สงวนรักษาบุคลากรทุกคนที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรตลอดไป โดยการส่งเสริมเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้น ดูแลความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของพนักงาน
- สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับพนักงาน หรือลูกจ้าง และเมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทเกิดขึ้นต้องเข้าไปหาทางระงับข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทให้ยุติลงโดยเร็วที่สุดตามหลักของการแรงงานสัมพันธ์
- จัดสวัสดิการ ดำเนินการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคม และจัดบริการด้านสันทนาการ ตลอดจนอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่พนักงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พนักงานอาจดำเนินงานด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงาน
- ดำเนินการให้พนักงานออกจากงาน โดยการเกษียณอายุ หมดสัญญาจ้าง หรือเลิกจ้างเมื่อองค์กรเผชิญสภาวะธุรกิจซบเซา หรือด้วยเหตุผลอื่นโดยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แรงงาน และหาวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยพนักงานเหล่านั้นซึ่งอาจเสนอให้กลับเข้าทำงานใหม่เมื่อองค์กรพ้นสภาวะดังกล่าวแล้ว
สภาพการจ้างงาน
ในองค์กรขนาดกลาง อาจมีประสบการณ์การทำงานประมาณ 5-10 ปีจะได้รับเงินเดือนประมาณ 70,000 -90,000 บาท และในองค์กรขนาดใหญ่ต้องการผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินเดือนประมาณ 90,000 -150,000 บาท
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลโดยปกติทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 40-48 ชั่วโมง แต่อาจจะต้องทำงานมากกว่าเวลาทำงานปกติ เมื่อมีงานหรือปัญหาที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และได้รับผลตอบแทนอย่างอื่นตามกฎระเบียบขององค์กร
สภาพการทำงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
มีความเป็นผู้นำที่สามารถอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงองค์กร มีลักษณะเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพเป็นนักต่อรองและแก้ไขปัญหาแบบร่วมมือ และสร้างสรรค์ เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กรของชาติตนเองอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจวัฒนธรรมของชาติอื่นและองค์กรเป็นอย่างดี
ส่วนคุณสมบัติทั่วไปที่จำเป็นต้องมีในตัวผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีดังนี้
- เป็นผู้นำ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมองค์กรสามารถจูงใจพนักงานให้อุทิศ และทุ่มเท การทำงานให้กับองค์กรได้ ี
- มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้ากระจายอำนาจ และวินิจฉัยสั่งการและพร้อมที่จะรับผิดชอบ
- มีความรอบคอบในการพิจารณาและวินิจฉัยการปฏิบัติงาน
- ซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนที่มีพื้นฐานที่มาแตกต่างได้ เป็นที่ไว้วางใจ และน่าเชื่อถือกับบุคคลทุกฝ่ายทั้งใน และนอกองค์กร
- ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
- เป็นผู้ที่มีความสามารถ และเชี่ยวชาญในการแก้ไขอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ให้มาเป็นการร่วมมือกัน
- เป็นผู้ที่สามารถทำให้พนักงานเชื่อถือ และศรัทธาในปรัชญาองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรในภาครัฐบาล องค์กรธุรกิจ หรือองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไรจะต้องมีความเชื่อว่างาน และบทบาทขององค์กรเป็นงานและบทบาทที่สำคัญที่สุดของสังคมเท่าๆ กับรากฐานของสังคมอื่นๆ เพื่อความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กร ( Peter Drucker )
- มีความเข้าใจภาษาต่างประเทศ เป็นอย่างดี
- มีประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลอย่างน้อยตั้งแต่ 3-5 ปี
ควรมีวุฒิการศึกษาตามข้อกำหนดของผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรืออาจสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาโทในสาขาการบริหารทรัพยากรบุคคล สาขาวิทยาการการจัดการ สาขานิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
โอกาสในการมีงานทำ
ทำให้มีการสรรหา และจัดจ้างเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานบุคคลทุกระดับที่มีความเข้าใจในธุรกิจของการวางแผนกลยุทธ์ด้านการบริหารงานบุคคล ที่มีวิสัยทัศน์ในการวางกลยุทธ์ด้านบุคลากรระดับโลกนำมาผสมผสานกับความสามารถของบุคลากรท้องถิ่นได้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมี ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับองค์กร
นอกจากนี้แล้วองค์กรธุรกิจยังต้องการผู้ที่มีความรู้หลากหลาย เป็นนักวิเคราะห์สถานการณ์ และเป็นนักคาดการณ์แนวโน้มการใช้ทรัพยากร เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้งานจากหน่วยงานข้ามองค์กร และมีความเข้าใจวัฒนธรรม และธุรกิจขององค์กร ดังนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้วจึงเป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจดังที่กล่าวมาแล้ว
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริหารงานด้านนี้ คือผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรดำเนินธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น และประสบผลสำเร็จ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลจึงเป็นทรัพยาบุคคลที่มีค่าขององค์กรเช่นกัน และองค์กรต้องการให้บุคลากรเช่นนี้บริหารงานจนกว่าจะเกษียณงาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคล-Personnel-Manager-Manager-ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล-Human-Resources-Managerจึงเป็นอาชีพค่อนข้างมั่นคง และหรืออาจได้รับการเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าจากองค์กรธุรกิจอื่น ๆ ให้ไปร่วมบริหารงานด้วย
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
แหล่งข้อมูลอื่นๆ
สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
www.pmat.or.t

ชื่ออาชีพ ทนายความ Lawyers
นิยามอาชีพ
และทำแทนลูกความในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย ดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในนามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ทนายความเป็นอาชีพหนึ่งของนักกฎหมาย ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมอันประกอบด้วย ศาล อัยการ ตำรวจ และราชทัณฑ์
ลักษณะของงานที่ทำ
ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย และดำเนินการแทนคู่ความทั้งทางอาญา และแพ่ง
ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ และค้นตัวบทกฎหมายที่จะนำมาใช้โดยการศึกษาประมวลกฎหมาย พระราชกฤษฎีกา เทศบัญญัติ คำพิพากษาของศาลสูงที่มีมาแล้ว และกฎข้อ-บังคับที่ตราขึ้นไว้
ให้คำแนะนำแก่ลูกความถึงสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย
ทำการแทนลูกความในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย และค้นหาบรรพต่างๆ ในประมวลกฎหมาย
ว่าความ และดำเนินกระบวนการพิจารณาใดๆ ในศาลแทนคู่ความทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญา มีบทบาทในการสร้าง และรักษาความเป็นธรรมให้กับสังคม
มีบทบาทในการคุ้มครอง ดูแลรักษาผลประโยชน์ของบุคคล และองค์กรธุรกิจเอกชนต่าง ๆ
มีบทบาทในการให้คำปรึกษาแนะนำ ในการดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมาย
มีบทบาทเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ด้วย
อาจเชี่ยวชาญในงานกฎหมายสาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ
อาจเป็นทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร บรรษัท ห้างหุ้นส่วน บริษัท นิติบุคคล คณะบุคคล หรือเอกชน
สภาพการจ้างงาน
โดยอาจได้รับค่าตอบแทนจากการว่าความ ร้อยละ 10 - 20 ของทุนทรัพย์ในคดีนั้นๆ หรืออาจจะได้รับค่าตอบแทนตามแต่จะตกลงกับลูกความ ซึ่งอาจจะได้รับค่าว่าความ 20,000-100,000 บาทขึ้นไปแล้วแต่งานที่รับ และขนาดของทุน-ทรัพย์ในแต่ละคดี
สภาพการทำงาน
ทำงานในสำนักงานมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเช่นสำนักงานทั่วไป มีอุปกรณ์ช่วยในการจัดการงานเอกสาร เช่น เครื่องพิมพ์ดีด หรือคอมพิวเตอร์ บางครั้งต้องออกไปติดต่อประสานงานนอก สำนักงาน เช่น ศาล สถานีตำรวจ สถานที่อื่นๆ เพื่อปฏิบัติภาระกิจทนายความตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนใหญ่ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง แต่การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติในทนายความ-Lawyers อาจจะต้องมาทำงานในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด
การทำงานของทนายความ เป็นงานที่ต้องมีผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายอันเนื่องมาจากลักษณะงาน การฟ้องร้องระหว่างคู่คดีอาจสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่าย หรืองานในหน้าที่อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียผลประโยชน์ ทำให้เกิดความโกรธแค้น และอาจถึงขั้นทำร้ายร่างกายและชีวิตได้ ผู้เป็นทนายความควรที่จะจัดให้เกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย มีความ ซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ไม่ใช้ความรู้ในอาชีพเอาเปรียบ หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพทนายความจะต้องมี คุณสมบัติดังต่อไปนี้
- สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์
- ต้องขอจดทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นทนายความจากสภาทนายความ
- มีสัญชาติไทย
- อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน และรับในอนุญาต
- ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียบกพร่องในศิลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้ได้กระทำการใด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
- ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
- ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
- ไม่เป็นบุคคลผู้ต้องพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย
- ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจของสังคม
- ไม่เป็นผู้มีกายพิการ หรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้เป็นผู้หย่อนสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ
- ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือน และตำแหน่งประจำเว้นแต่ ข้าราชการการเมือง
- ต้องซื่อตรงต่อลูกความ ผู้ร่วมงานอำนวยการความยุติธรรม ชุมชน ผู้ร่วมสำนักงาน และตนเอง
มีความสนใจในด้านกฎหมาย กระบวนการยุติ-ธรรม และต้องชอบที่จะท่องจำเพราะวิชานิติศาสตร์เป็นการเรียนที่ต้องท่องจำมาก เช่น กฎระเบียบ มาตราต่างๆ เป็นต้น
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ต้องสอบเข้ารับการคัดเลือก หรือเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาคณะนิติศาสตร์ หลักสูตร 4 ปี สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษาซึ่ง สภาทนายความเห็นว่าสถาบันนั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าต้องเข้ารับการอบรมจากสภาทนายความ โดยอบรมภาคทฤษฎีหลักสูตร 6 เดือน และอบรมภาคปฏิบัติ หลักสูตร 6 เดือน จึงสมัครเข้าสอบขอ ใบอนุญาตว่าความผ่านการทดสอบจะได้รับใบอนุญาตว่าความทั่วราชอาณาจักรจากสภาทนายความ
โอกาสในการมีงานทำ
ทนายความมีคดีว่าความมากขึ้นเนื่องจากจะมีคดีฟ้องร้องในเรื่องการค้างชำระหนี้มากขึ้นแต่รายได้จาก การว่าความจะไม่ค่อยมากนักเนื่องจากฝ่ายจำเลยไม่สามารถชำระค่าเสียหายได้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ความต้องการแรงงานในอาชีพมีอยู่ตลอด ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญความเก่ง และชื่อเสียงของทนายความแต่ละคนด้วย
นอกจากนี้ทนายความอิสระบางคนอาจจะรับทำงานสืบสวนให้บุคคลที่ต้องการให้สืบสวนหรือติดตามสิ่งของ หรือบุคคลที่ต้องการค้นหา
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
อาชีพทนายความนี้ นอกจากจะประกอบอาชีพเป็นทนายความแล้วยังสามารถเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของหน่วยงาน เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของหน่วยงาน เป็นพนักงานอัยการ และก้าวไปสู่การเป็นผู้พิพากษาก็ได้และนอกจากนี้อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่มีความชำนาญทางกฎหมายเป็นพิเศษ จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับอาชีพอื่นได้มากมาย เช่น นักการเมือง ทหารตำรวจ เจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สิน เจ้าหน้าที่การเงิน หรือครู อาจารย์เป็นต้น
ทนายความที่มีความสามารถ และมีความรู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างดี อาจได้รับการว่าจ้างให้เป็นทนายความว่าความในต่างประเทศ หรืออาจเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการเจรจาทางด้านกฎหมาย หรือสิทธิประโยชน์ของประเทศ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
แหล่งข้อมูลอื่น ๆ
www.lawyerscouncil.or.th
กระทรวงยุติธรรม
www.moj.go.th
รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในสาขานิติศาสตร์ | ||||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัย | คณะหรือประเภทวิชาที่เปิดสอน | |||||||||||||||||||||
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยขอนแก่น | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยทักษิณ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยนเรศวร | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยบูรพา | คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยพะเยา | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยพะเยา | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (คู่ขนาน) | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม | วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม | วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สาขาวิชา น.บ.นิติศาสตร์ และ ศศ.บ.สิทธิมนุษยชนศึกษา(หลักสูตรคู่ขนาน 5 ปี) | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง | สํานักวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ | คณะนิติศาสตร์ หาดใหญ่ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี | คณะนิติศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา | คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม | วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
