ลักษณะโดยทั่วไป
ลักษณะเด่นของบุคลิกภาพ
กล้าคิดกล้าทำ ชอบวางแผน ชอบสมาคม มีอำนาจเหนือผู้อื่น ร่าเริง สนุกสนาน ทำตามอารมณ์ ไม่ชอบใช้กำลังความคิดอันยาวนาน
การประเมินตนเอง
มีความเป็นผู้นำ ชอบการสมาคม มีความก้าวร้าว มีความเข้าใจตนเอง


ชื่ออาชีพ ตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ Product representative
นิยามอาชีพ
เดินทางไปตามเขตพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อขายผลิตภัณฑ์สินค้าของผู้ประกอบการ ทั้งในและนอกประเทศให้แก่สถานประกอบการค้าส่งและค้าปลีก โดยได้รับค่านายหน้าเป็นการตอบแทน : ปฏิบัติหน้าที่การงานที่สำคัญเช่นเดียวกันกับพนักงานเดินตลาด แต่โดยปกติทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน อาจจัดแสดงสินค้าตัวอย่างในห้องแสดงสินค้าและขายสินค้าที่ห้องแสดงสินค้า อาจมีชื่อเรียกตามสินค้าที่ขาย
ลักษณะของงานที่ทำ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาส่งเสริมการขายและการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการโดยใช้บุคคล ซึ่งเป็นงานที่จำเป็นและสำคัญมากอย่างหนึ่งขององค์กร อาจมีชื่อเรียกว่าผู้แทนขาย นักขาย ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด (4 P's ของการตลาด คือ Product Planning , Pricing , Place/Physical Distribution , Promotion and Advertising)
โดยทำหน้าที่ ดังนี้
- ติดต่อลูกค้าในตลาด เพื่อทำการขายการเจรจาสื่อสารระหว่าง ผู้ขาย และผู้ซื้อหรือกลุ่มผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้ซื้อรู้จักสินค้ากระตุ้นความสนใจและสร้างความ พอใจในตัวสินค้า
- เจรจาเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายและให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า รวมทั้งแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนการขายและหลังการขาย
หาลูกค้าใหม่ๆ พนักงานขายบางประเภทอาจจะต้องขายสินค้าที่ไม่มีตัวตนให้กับลูกค้า อย่างเช่น การขายบริการความคุ้มครองการประกันชีวิต ประกันภัย ด้านที่ปรึกษา บริการด้านการโฆษณา ซึ่งต้องใช้ความพยายามและความคิดสร้างสรรค์ในการขายสินค้า
จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่วนลดการค้า การแสดงนิทรรศการ การค้า การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นในการขาย
อาจให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้า เช่นการตรวจสอบผลิตภัณฑ์หลังการซื้อสินค้า หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดให้แก่ลูกค้า เป็นต้น
พนักงานขายอาจทำงาน ณ สถานที่ขายสินค้าซึ่งกำหนดไว้ เช่น ศูนย์การค้า ท่าอากาศยานตามบ้านเรือนส่วนบุคคล หรือตามสถานที่ราชการ และสถานประกอบกิจการต่างๆ เป็นต้น
สภาพการจ้างงาน
ผู้ประกอบอาชีพนี้ตระหนักดีว่าเป็นอาชีพที่ให้รายได้ดีสำหรับผู้มีความสามารถและขยันโดยอาจได้รับเงินเดือนค่อนข้างน้อย คือ ประมาณ 15,000 – 30,000 บาท รวมค่ายานพาหนะ ค่าโทรศัพท์ แต่จะได้เงินค่านายหน้าจากการขายสินค้าแต่ละชิ้น หรือได้เป็นเปอร์เซ็นต์จากการขายทะลุเป้าการขายที่ผู้บริหารตั้งไว้เป็นผลตอบแทน เฉลี่ยรายได้ต่อเดือนรวมค่านายหน้า แล้วจะได้รับเงินประมาณเดือนละ 50,000 - 100,000 บาท และได้รับสวัสดิการ โบนัส หรือผลประโยชน์อย่างอื่นตามผลประกอบการขององค์กร
ปัจจุบัน ค่าตอบแทนในการเป็นพนักงานขายตรง พนักงานขายตรงหลายชั้น ก็สามารถเป็นรายได้หลักและรายได้เสริมให้กับผู้มีงานประจำได้เช่นกันตามความสามารถ ความขยันและเวลาของผู้ขาย
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้มีเวลาทำงานไม่แน่นอน เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับผลงานที่ทำได้ ส่วนพนักงานขายที่อยู่ประจำที่จะมีกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอน คือ วันละ 8 - 9 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 40 - 48 ชั่วโมงได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็น รายเดือนในอัตราขั้นต่ำประมาณ 5,000 บาท มีค่าล่วงเวลาและค่าคอมมิชชั่นจากการขาย รายได้โดยรวมประมาณ 10,000 - 15,000 บาทต่อเดือน
สภาพการทำงาน
สภาพการทำงานอาจแบ่งตามประเภทของสินค้าที่ทำการขาย เช่น พนักงานขายสินค้า ผู้บริโภค หรือสินค้าอุตสาหกรรม ถ้าปฏิบัติงานขายอยู่ในอาคารประกอบกิจการ รับคำสั่งซื้อหรือประจำในห้างสรรพสินค้าเรียกพนักงานขายประเภทนี้ว่า Counter Personnel (CP.) ถ้าจะต้องไปติดต่อลูกค้านอกสถานที่ เรียกว่า Sales Executive นอกจากนี้หน้าที่ในความรับผิดชอบ อาจจะต้องส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพนักงานขายบางตำแหน่งอาจทำหน้าที่เยี่ยมเยียนลูกค้า ร้านค้า ในต่างจังหวัด เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อลูกค้า แนะนำผลิตภัณฑ์หรือสินค้าตัวใหม่หรืออาจตรวจตลาด และเก็บข้อมูลเพื่อทำรายงานบันทึกถึงผู้บังคับบัญชา หรือฝ่ายการตลาด
ถ้าเป็นผู้แทนขายระบบงานหรือระบบคอมพิวเตอร์ อาจจะต้องทำงานเป็นทีมในการเสนอขายและสาธิตให้กับคณะกรรมการผู้จัดซื้อขององค์กรหรือโรงงาน ในทีมงานอาจจะมีเจ้าหน้าที่เทคนิค วิศวกร เป็นผู้ให้รายละเอียดตอบข้อซักถาม ต่าง ๆ ของลูกค้า จากนั้นพนักงานขายซึ่งทำหน้าที่ติดต่อตั้งแต่เริ่มต้นจะเป็น
ผู้ประสานงาน และเจรจาปิดการขายทีมพนักงานขายอาจจะต้องเข้าร่วมประชุม สัมมนา เพื่อให้ความรู้ในการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อของลูกค้า เพื่อให้ได้มาถึงคำสั่งในความต้องการรูปแบบของสินค้าและการบริการ
นอกจากนี้ ยังมีพนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายตรงประเภทชั้นเดียวหรือหลายชั้น ซึ่งมักจะขายสินค้าผู้บริโภคและประเภทเครื่องสำอาง โดยอาศัยเครือข่ายลูกโซ่ของผู้ขายสมาชิกและผู้ซื้อสินค้าก็จะได้เป็นสมาชิกและส่วนลดการซื้อสินค้าตามเงื่อนไขของเจ้าของผู้บริหาร
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
- จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประโยควิชาชีพ (ปวช.)
- มียานพาหนะส่วนตัว มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีความสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้จะได้รับการพิจารณาพิเศษ
- ต้องเป็นผู้มีศิลปะในการเจรจา เรียนรู้การใช้โอกาส และประโยชน์จาก "ศิลปะในการขาย "
- ให้ข้อมูลสินค้าที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากที่สุด ซื่อสัตย์ต่อ ผู้บริโภคหรือลูกค้า
- ต้องเป็นผู้มีทัศนคติดี เป็นผู้รับฟังที่ดี มีลักษณะเป็นผู้ให้ความอบอุ่น รู้จักกาลเทศะ
- รู้จักการจัดเก็บข้อมูล เพื่อปรับกลยุทธ์ทางการตลาด และการขาย
- ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผน การขาย เนื่องจากการที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงข่าวสารได้รวดเร็วแลค้นหา ข้อมูลด้วยตัวเองได้ ดังนั้นพนักงานจำเป็นต้องเรียนรู้และพร้อมที่จะพัฒนาเทคนิคการขายให้ทันกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
- มีความขยัน อดทน
- มีความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และสามารถปรับแผนการขายทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเจาะหาลูกค้ารายใหม่ ๆ
- มีความสามารถในการทำงานเป็นทีมมีวินัย มีความเป็นผู้ตาม และผู้นำที่ดี
ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ : สำเร็จการศึกษาระดับประโยควิชาชีพชั้นสูงด้านพาณิชยการและการขายจนถึงปริญญาตรีหรือปริญญาโทในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าขายสินค้าในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องจักรคอมพิวเตอร์ เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์ จะรับพนักงานขายหรือตัวแทนการขายที่สำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวกับสินค้าชนิดนั้น เช่น วิทยาศาสตร์การอาหาร วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หรือวิทยาศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เภสัชกรรม เคมี วิศกรรมเคมี ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการสื่อสารก็จะรับสาขา โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ถ้าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับ ไฟเบอร์ ออพติค และระบบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็จะรับ สาขาสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์
วิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์หรือฟิสิกส์ ถ้าเกี่ยวกับสื่ออุปกรณ์การเรียน การสอนในสถาบันการศึกษาก็จะต้องสำเร็จการศึกษา สาขาครุศาสตร์ด้าน สื่อการสอน เป็นต้น
โอกาสในการมีงานทำ
แนวโน้มตลาดแรงงานได้เปิดกว้างสำหรับ ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่ตรงกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขายและต้องการพนักงานขายหน้าใหม่ที่รักในอาชีพ มีสินค้าที่ต้องการพนักงานขายหรือผู้แทนการขายที่มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งคุณวุฒิและประสบการณ์ในตลาดของพนักขายในปัจจุบันจึงแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากเดิมทัศนคติของผู้ที่เป็นพนักงานขาย คือ บุคคลที่ไม่สามารถทำงานอาชีพอื่นได้ จึงมาเป็นพนักงานขาย ปัจจุบันบางองค์กรกำหนดไว้ว่าพนักงานขายต้องสำเร็จการศึกษาสาขาการตลาดโดยเฉพาะหรือแพทย์ เภสัชกรรม และวิศวกรรม เป็นต้น เพราะองค์กรธุรกิจในยุคการค้าเสรีตระหนักดีว่าการรับพนักงานขายที่ไม่มี พื้นฐานความเข้าใจในสินค้านั้นๆ อาจจะไม่สามารถทำให้การขายบรรลุจุดประสงค์ และเป้าหมายของบริษัทที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการแข่งขันอย่าง เข้มข้นจากคู่แข่งทางการค้าที่มีการขายผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้นอกจากจะสามารถทำงานในองค์กร ห้างร้าน บริษัทต่างๆ แล้วยังสามารถนำประสบการณ์ไปประกอบอาชีพอิสระของตนเองได้
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
โดยทั่วไปพนักงานขายที่มีประสบการณ์ในการทำงานประมาณ 2 - 3 ปี ก็จะมีโอกาสก้าวหน้าไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่สูงขึ้น เช่น ผู้ควบคุมการขาย หรือ Sales Supervisors, ผู้ควบคุมการขายส่ง จัดการฝ่ายขายส่ง ผู้ควบคุมการขายปลีก ผู้จัดการฝ่ายขายปลีกหรือเปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นนักการตลาด ผู้จัดการประจำผลิตภัณฑ์ หรือนักวิจัยการตลาด จนถึงตำแหน่งผู้บริหารตามตำแหน่งในโครงสร้างขององค์กร
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
นักการตลาด นักวิเคราะห์การตลาด นักวิเคราะห์สินเชื่อ นักวางแผนธุรกิจ นักบริหารการขาย

ชื่ออาชีพ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล Personnel Manager ; ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและแรงงานสัมพันธ์ Employee Relations Manager ; ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล Human Resources Manager
นิยามอาชีพ
ลักษณะของงานที่ทำ
ทรัพยากรบุคคล คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กร ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้บริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาทั้งด้านหน้าที่การงาน และด้านธุรกิจกับพนักงานในองค์กร ชักจูงใจให้พนักงานร่วมเป็นหุ้นส่วน และร่วมมือกับองค์กรในการดำเนินงานให้บรรลุนโยบาย และเป้าหมายขององค์กรให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับงานขององค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงาน รวมทั้ง ค่าตอบแทนการทำงานและผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยใช้กระบวนการบริหารงานบุคคลซึ่งมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้
- สรรหาและจัดจ้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมากเข้ามาทำงาน โดยวิธีประกาศโฆษณาตำแหน่งว่างรับสมัคร และทำการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้สมัครงานที่มีคุณสมบัติดีที่สุด เพื่อการจ้างงานโดยตรงหรือจัดส่งให้ เจ้าหน้าที่ ผู้อื่นต่อไป
- พัฒนา ประเมินผล และปรับปรุงคุณภาพของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ในเรื่องนโยบาย และเป้าหมายขององค์กร ตลอดจนหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงาน
- กำหนดค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงและจัดสรรผลประโยชน์โดยอ้อมให้กับบุคลากรอย่างได้มาตรฐาน เช่น การให้สิทธิ์ในการถือหุ้น
- สร้างแรงจูงใจให้พนักงานมีจิตสำนึกของการเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรเพื่อให้พนักงานอุทิศเวลา และความสามารถในการทำงานให้กับองค์กร อย่างเต็มที่
- สงวนรักษาบุคลากรทุกคนที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรตลอดไป โดยการส่งเสริมเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้น ดูแลความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของพนักงาน
- สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับพนักงาน หรือลูกจ้าง และเมื่อมีปัญหาข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทเกิดขึ้นต้องเข้าไปหาทางระงับข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทให้ยุติลงโดยเร็วที่สุดตามหลักของการแรงงานสัมพันธ์
- จัดสวัสดิการ ดำเนินการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคม และจัดบริการด้านสันทนาการ ตลอดจนอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่พนักงาน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พนักงานอาจดำเนินงานด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงาน
- ดำเนินการให้พนักงานออกจากงาน โดยการเกษียณอายุ หมดสัญญาจ้าง หรือเลิกจ้างเมื่อองค์กรเผชิญสภาวะธุรกิจซบเซา หรือด้วยเหตุผลอื่นโดยดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แรงงาน และหาวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยพนักงานเหล่านั้นซึ่งอาจเสนอให้กลับเข้าทำงานใหม่เมื่อองค์กรพ้นสภาวะดังกล่าวแล้ว
สภาพการจ้างงาน
ในองค์กรขนาดกลาง อาจมีประสบการณ์การทำงานประมาณ 5-10 ปีจะได้รับเงินเดือนประมาณ 70,000 -90,000 บาท และในองค์กรขนาดใหญ่ต้องการผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่มีประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไปจะได้รับเงินเดือนประมาณ 90,000 -150,000 บาท
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลโดยปกติทำงานวันละ 8-9 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 40-48 ชั่วโมง แต่อาจจะต้องทำงานมากกว่าเวลาทำงานปกติ เมื่อมีงานหรือปัญหาที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน และได้รับผลตอบแทนอย่างอื่นตามกฎระเบียบขององค์กร
สภาพการทำงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
มีความเป็นผู้นำที่สามารถอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนแปลงองค์กร มีลักษณะเป็นผู้ประสานงานที่มีประสิทธิภาพเป็นนักต่อรองและแก้ไขปัญหาแบบร่วมมือ และสร้างสรรค์ เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กรของชาติตนเองอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจวัฒนธรรมของชาติอื่นและองค์กรเป็นอย่างดี
ส่วนคุณสมบัติทั่วไปที่จำเป็นต้องมีในตัวผู้จัดการฝ่ายบุคคลมีดังนี้
- เป็นผู้นำ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมองค์กรสามารถจูงใจพนักงานให้อุทิศ และทุ่มเท การทำงานให้กับองค์กรได้ ี
- มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้ากระจายอำนาจ และวินิจฉัยสั่งการและพร้อมที่จะรับผิดชอบ
- มีความรอบคอบในการพิจารณาและวินิจฉัยการปฏิบัติงาน
- ซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม
- มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนที่มีพื้นฐานที่มาแตกต่างได้ เป็นที่ไว้วางใจ และน่าเชื่อถือกับบุคคลทุกฝ่ายทั้งใน และนอกองค์กร
- ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
- เป็นผู้ที่มีความสามารถ และเชี่ยวชาญในการแก้ไขอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร ให้มาเป็นการร่วมมือกัน
- เป็นผู้ที่สามารถทำให้พนักงานเชื่อถือ และศรัทธาในปรัชญาองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรในภาครัฐบาล องค์กรธุรกิจ หรือองค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไรจะต้องมีความเชื่อว่างาน และบทบาทขององค์กรเป็นงานและบทบาทที่สำคัญที่สุดของสังคมเท่าๆ กับรากฐานของสังคมอื่นๆ เพื่อความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กร ( Peter Drucker )
- มีความเข้าใจภาษาต่างประเทศ เป็นอย่างดี
- มีประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลอย่างน้อยตั้งแต่ 3-5 ปี
ควรมีวุฒิการศึกษาตามข้อกำหนดของผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรืออาจสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาโทในสาขาการบริหารทรัพยากรบุคคล สาขาวิทยาการการจัดการ สาขานิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
โอกาสในการมีงานทำ
ทำให้มีการสรรหา และจัดจ้างเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารงานบุคคลทุกระดับที่มีความเข้าใจในธุรกิจของการวางแผนกลยุทธ์ด้านการบริหารงานบุคคล ที่มีวิสัยทัศน์ในการวางกลยุทธ์ด้านบุคลากรระดับโลกนำมาผสมผสานกับความสามารถของบุคลากรท้องถิ่นได้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมี ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับองค์กร
นอกจากนี้แล้วองค์กรธุรกิจยังต้องการผู้ที่มีความรู้หลากหลาย เป็นนักวิเคราะห์สถานการณ์ และเป็นนักคาดการณ์แนวโน้มการใช้ทรัพยากร เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมที่จะศึกษาเรียนรู้งานจากหน่วยงานข้ามองค์กร และมีความเข้าใจวัฒนธรรม และธุรกิจขององค์กร ดังนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้วจึงเป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจดังที่กล่าวมาแล้ว
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริหารงานด้านนี้ คือผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรดำเนินธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น และประสบผลสำเร็จ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลจึงเป็นทรัพยาบุคคลที่มีค่าขององค์กรเช่นกัน และองค์กรต้องการให้บุคลากรเช่นนี้บริหารงานจนกว่าจะเกษียณงาน ผู้จัดการฝ่ายบุคคล-Personnel-Manager-Manager-ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล-Human-Resources-Managerจึงเป็นอาชีพค่อนข้างมั่นคง และหรืออาจได้รับการเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าจากองค์กรธุรกิจอื่น ๆ ให้ไปร่วมบริหารงานด้วย
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
แหล่งข้อมูลอื่นๆ
สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
www.pmat.or.t

ชื่ออาชีพ ทนายความ Lawyers
นิยามอาชีพ
และทำแทนลูกความในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย ดำเนินการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในนามของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ทนายความเป็นอาชีพหนึ่งของนักกฎหมาย ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมอันประกอบด้วย ศาล อัยการ ตำรวจ และราชทัณฑ์
ลักษณะของงานที่ทำ
ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย และดำเนินการแทนคู่ความทั้งทางอาญา และแพ่ง
ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ และค้นตัวบทกฎหมายที่จะนำมาใช้โดยการศึกษาประมวลกฎหมาย พระราชกฤษฎีกา เทศบัญญัติ คำพิพากษาของศาลสูงที่มีมาแล้ว และกฎข้อ-บังคับที่ตราขึ้นไว้
ให้คำแนะนำแก่ลูกความถึงสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย
ทำการแทนลูกความในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย และค้นหาบรรพต่างๆ ในประมวลกฎหมาย
ว่าความ และดำเนินกระบวนการพิจารณาใดๆ ในศาลแทนคู่ความทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญา มีบทบาทในการสร้าง และรักษาความเป็นธรรมให้กับสังคม
มีบทบาทในการคุ้มครอง ดูแลรักษาผลประโยชน์ของบุคคล และองค์กรธุรกิจเอกชนต่าง ๆ
มีบทบาทในการให้คำปรึกษาแนะนำ ในการดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมาย
มีบทบาทเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ด้วย
อาจเชี่ยวชาญในงานกฎหมายสาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ
อาจเป็นทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร บรรษัท ห้างหุ้นส่วน บริษัท นิติบุคคล คณะบุคคล หรือเอกชน
สภาพการจ้างงาน
โดยอาจได้รับค่าตอบแทนจากการว่าความ ร้อยละ 10 - 20 ของทุนทรัพย์ในคดีนั้นๆ หรืออาจจะได้รับค่าตอบแทนตามแต่จะตกลงกับลูกความ ซึ่งอาจจะได้รับค่าว่าความ 20,000-100,000 บาทขึ้นไปแล้วแต่งานที่รับ และขนาดของทุน-ทรัพย์ในแต่ละคดี
สภาพการทำงาน
ทำงานในสำนักงานมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเช่นสำนักงานทั่วไป มีอุปกรณ์ช่วยในการจัดการงานเอกสาร เช่น เครื่องพิมพ์ดีด หรือคอมพิวเตอร์ บางครั้งต้องออกไปติดต่อประสานงานนอก สำนักงาน เช่น ศาล สถานีตำรวจ สถานที่อื่นๆ เพื่อปฏิบัติภาระกิจทนายความตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนใหญ่ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง แต่การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติในทนายความ-Lawyers อาจจะต้องมาทำงานในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุด
การทำงานของทนายความ เป็นงานที่ต้องมีผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายอันเนื่องมาจากลักษณะงาน การฟ้องร้องระหว่างคู่คดีอาจสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่าย หรืองานในหน้าที่อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียผลประโยชน์ ทำให้เกิดความโกรธแค้น และอาจถึงขั้นทำร้ายร่างกายและชีวิตได้ ผู้เป็นทนายความควรที่จะจัดให้เกิดความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย มีความ ซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ไม่ใช้ความรู้ในอาชีพเอาเปรียบ หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพทนายความจะต้องมี คุณสมบัติดังต่อไปนี้
- สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์
- ต้องขอจดทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นทนายความจากสภาทนายความ
- มีสัญชาติไทย
- อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ในวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน และรับในอนุญาต
- ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียบกพร่องในศิลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้ได้กระทำการใด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
- ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
- ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะ นำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
- ไม่เป็นบุคคลผู้ต้องพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย
- ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจของสังคม
- ไม่เป็นผู้มีกายพิการ หรือจิตบกพร่องอันเป็นเหตุให้เป็นผู้หย่อนสมรรถภาพในการประกอบอาชีพ
- ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงินเดือน และตำแหน่งประจำเว้นแต่ ข้าราชการการเมือง
- ต้องซื่อตรงต่อลูกความ ผู้ร่วมงานอำนวยการความยุติธรรม ชุมชน ผู้ร่วมสำนักงาน และตนเอง
มีความสนใจในด้านกฎหมาย กระบวนการยุติ-ธรรม และต้องชอบที่จะท่องจำเพราะวิชานิติศาสตร์เป็นการเรียนที่ต้องท่องจำมาก เช่น กฎระเบียบ มาตราต่างๆ เป็นต้น
ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ต้องสอบเข้ารับการคัดเลือก หรือเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาคณะนิติศาสตร์ หลักสูตร 4 ปี สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี จากสถาบันการศึกษาซึ่ง สภาทนายความเห็นว่าสถาบันนั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้ และเป็นสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา
เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าต้องเข้ารับการอบรมจากสภาทนายความ โดยอบรมภาคทฤษฎีหลักสูตร 6 เดือน และอบรมภาคปฏิบัติ หลักสูตร 6 เดือน จึงสมัครเข้าสอบขอ ใบอนุญาตว่าความผ่านการทดสอบจะได้รับใบอนุญาตว่าความทั่วราชอาณาจักรจากสภาทนายความ
โอกาสในการมีงานทำ
ทนายความมีคดีว่าความมากขึ้นเนื่องจากจะมีคดีฟ้องร้องในเรื่องการค้างชำระหนี้มากขึ้นแต่รายได้จาก การว่าความจะไม่ค่อยมากนักเนื่องจากฝ่ายจำเลยไม่สามารถชำระค่าเสียหายได้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ความต้องการแรงงานในอาชีพมีอยู่ตลอด ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญความเก่ง และชื่อเสียงของทนายความแต่ละคนด้วย
นอกจากนี้ทนายความอิสระบางคนอาจจะรับทำงานสืบสวนให้บุคคลที่ต้องการให้สืบสวนหรือติดตามสิ่งของ หรือบุคคลที่ต้องการค้นหา
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
อาชีพทนายความนี้ นอกจากจะประกอบอาชีพเป็นทนายความแล้วยังสามารถเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของหน่วยงาน เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของหน่วยงาน เป็นพนักงานอัยการ และก้าวไปสู่การเป็นผู้พิพากษาก็ได้และนอกจากนี้อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่มีความชำนาญทางกฎหมายเป็นพิเศษ จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถนำความรู้ไปปรับใช้กับอาชีพอื่นได้มากมาย เช่น นักการเมือง ทหารตำรวจ เจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สิน เจ้าหน้าที่การเงิน หรือครู อาจารย์เป็นต้น
ทนายความที่มีความสามารถ และมีความรู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างดี อาจได้รับการว่าจ้างให้เป็นทนายความว่าความในต่างประเทศ หรืออาจเป็นตัวแทนของรัฐบาลในการเจรจาทางด้านกฎหมาย หรือสิทธิประโยชน์ของประเทศ
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
แหล่งข้อมูลอื่น ๆ
www.lawyerscouncil.or.th
กระทรวงยุติธรรม
www.moj.go.th
รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในสาขานิติศาสตร์ | ||||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัย | คณะหรือประเภทวิชาที่เปิดสอน | |||||||||||||||||||||
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ | คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยขอนแก่น | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยทักษิณ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ | คณะนิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยนเรศวร | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยบูรพา | คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยพะเยา | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยพะเยา | คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (คู่ขนาน) | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม | วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม | วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สาขาวิชา น.บ.นิติศาสตร์ และ ศศ.บ.สิทธิมนุษยชนศึกษา(หลักสูตรคู่ขนาน 5 ปี) | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง | สํานักวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ | คณะนิติศาสตร์ หาดใหญ่ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี | คณะนิติศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา | คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม | วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ | คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ | |||||||||||||||||||||